5 กลุ่มโรค ที่มากับหน้าฝน

กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร

  1. โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) และอุจจาระร่วง (Diarrhea)

โรคอาหารเป็นพิษและอุจจาระร่วง คือ อาการป่วย ที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำ ที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือ พยาธิ ที่อาจมีการปนเปื้อนสารพิษ สารเคมี หรือโลหะหนัก เป็นต้น ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การก็บรักษา การประกอบอาหาร และการบริการอาหาร นอกจากนี้อาหารเป็นพิษอาจเกิดจากการบริโภคสิ่งที่เป็นพิษโดยตรง เช่น เมล็ดสบู่ดำ ลูกโพธิ์ ปลาปักเป้า คางคก เป็นต้น

การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษ และอุจจาระร่วง พบได้จากการที่คนจำนวนมากรับประทานอาหารปนเปื้อนร่วมกัน และมีอาการอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร

ระยะฟักตัว ประมาณ 6 – 25 ชั่วโมง หรืออยู่ในช่วง 4 – 30 ชั่วโมง

การติดต่อ ติดต่อจากอาหารที่ต้องให้ระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าปรุงไว้นานหรือค้างมื้อ ไม่ติดต่อจากคนสู่คน 

อาการของโรคอาหารเป็นพิษ และอุจจาระร่วง ส่วนใหญ่จะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ และปวดมวนท้องรุนแรงเฉียบพลัน อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ และปวดศีรษะ บางครั้งมีอาการคล้ายเป็นบิด ถ่ายอุจจาระปนเลือด หรือเป็นมูก ไข้สูง และมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง

โรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง เป็นโรคที่ไม่ค่อยรุนแรง มีระยะเวลาดำเนินโรค 1 – 7 วัน การติดเชื้อในระบบอื่นของร่างกาย และการเสียชีวิตพบได้ แต่พบน้อยมาก

การรักษา รักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดท้อง ไม่แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกันโรคอาหารเป็นพิษและอุจจาระร่วง

  1. เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี ผักสดต้องล้างให้สะอาด
  2. ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนทั่วถึง ในกลุ่มอาหารทะเลต้องปรุงสุก หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุกๆ ดิบๆโดยเฉพาะกุ้ง หอย ปลาหมึก
  3. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ทันที ไม่ควรเกิน 2 – 4 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ เส้นขนมจีนที่ทำจากแป้งหมักจะบูดเสียง่ายไม่ควรทิ้งค้างคืน
  4. ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้ว อย่าให้มีการปนเปื้อน
  5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อน
  6. แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน ส่วนอาหารถุงและอาหารกล่องควรบรรจุแยกกันระหว่างข้าวและกับข้าว
  7. ล้างมือก่อนปรุงอาหาร หรือก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก
  8. รักษาความสะอาดของห้องครัว อุปกรณ์ประกอบอาหาร และการรับประทานอาหาร
  9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแผลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ
  10. ใช้น้ำสะอาด น้ำดื่มและน้ำแข็งควรเลือกที่บรรจุภัณฑ์มีเครื่องหมาย อย.รับรอง ภาชนะปิดแน่น และไม่นำน้ำแข็งที่ใช้แช่ของมารับประทาน
  11. สำหรับส้มตำที่นิยมรับประทานกัน ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะการปรุงจะใส่วัตถุดิบที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ปลาร้า ปูดอง ผักสด เช่น มะละกอ มะเขือ หากล้างไม่สะอาดจะทำให้เสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วงได้ง่าย

2.บิด (Dysentery)

โรคบิด เกิดจากเชื้อบิด ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรือ อมีบา โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บิดชิเกลลา (shigellosis) หรือบิดไม่มีตัว และบิดอะมีบา (amebiasis) หรือบิดมีตัว

การติดต่อ ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร ผักดิบ หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

บิดชิเกลลา (บิดไม่มีตัว) พบในทุกเพศทุกวัย และเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของการถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด ส่วนมากไม่มีอันตรายร้ายแรง ส่วนน้อยอาจเป็นรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและเสียชีวิตได้

เกิดจาก เชื้อชิเกลลา (shigellosis)

อาการ

  • เริ่มแรกจะมีอาการปวดบิดในท้อง
  • ภายใน 1 ชั่วโมงต่อมา จะมีไข้ และถ่ายเป็นน้ำ ถ้าถ่ายรุนแรงอาจทำให้อ่อนเพลีย เพราะเสียน้ำกับเกลือแร่ บางรายอาจเพียงถ่ายเหลว
  • บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน
  • ต่อมาอาการท้องเดินจะทุเลาลง แต่จะปวดเบ่งที่ก้น และถ่ายเป็นมูก (มีหนองสีขาว) หรือมีมูกปนเลือดบ่อยครั้ง กลิ่นไม่เหม็นมาก
  • ในเด็กอาจมีไข้สูง ซึม และชักได้
  • อาการไข้จะหายเองภายใน 2-3 วัน ส่วนอาการท้องเดินเป็นบิดจะหายเองภายใน 5-7 วัน (โดยไม่ได้กินยา) แต่บางคนอาจกลับเป็นใหม่ได้อีก

บิดอะมีบา (บิดมีตัว) พบมากในคนอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นได้

เกิดจาก เชื้ออะมีบา (Ameba) ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวหรือโปรโตซัว (Protozoa) ทำให้เกิดอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคอะมีบา มีชื่อว่า เอนตามีบา ฮิสโตไลติคา(Entamoeba histolytica) ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ จึงเรียกว่า บิดมีตัว

อาการ 

  • อาการเริ่มแรกถ่ายอุจจาระเหลวๆ มีเนื้ออุจจาระปน ปวดท้อง และปวดเบ่งที่ก้น ไม่มีไข้
  • ต่อมาจะถ่ายเป็นมูกเลือดทีละน้อย ไม่มีเนื้ออุจจาระปน แต่มีกลิ่นเหม็นเหมือนหัวกุ้งเน่า ผู้ป่วยจะถ่ายกะปริดกะปรอยวันละหลายครั้ง บางคนอาจถึง 20-50 ครั้ง แต่จะไม่อ่อนเพลีย สามารถทำงานได้

การป้องกันโรค

1.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร หรือก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก

2.รับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนทั่วถึง ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารค้างมื้อควรเก็บในตู้เย็นหรือเก็บมิดชิด และต้องอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนรับประทาน

3.ดื่มน้ำที่สะอาด หรือน้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดที่ได้รับการรับรองจาก อย.

4.กำจัดขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูลรอบบริเวณบ้าน และถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค 5.ร

5.รักษาความสะอาดของห้องครัว อุปกรณ์ประกอบอาหาร และการรับประทานอาหาร


3.ไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย (Typhoid fever)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซัลโมเนลลา ไทฟี (Salmonella Typhi)

ระยะฟักตัว ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรืออาจเร็วได้ถึง 3 วัน และนานถึง 38 วัน

อาการ

  • ผู้ป่วยจะมีไข้ ซึ่งมักจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นวันละเล็กวันละน้อย จนถึง 40 องศาเซลเซียส ภายใน 1 สัปดาห์
  • มีความรู้สึกคล้ายกับจะหนาวสั่น ไม่สบาย เมื่อยตามเนื้อตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ลิ้นเป็นฝ้าสกปรก ท้องอืด
  • อาจมีอาการท้องผูก หรือถ่ายอุจจาระเหลว จนถึงอุจจาระร่วงก็ได้
  • อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการที่พบได้บ่อย คือ อาการปวดหลัง ต่อมาไข้มักจะสูงลอย อาจมีอาการไอ และมีหลอดลมอักเสบร่วมด้วย ชีพจรเต้นช้า
  • ในผู้ป่วยผิวขาวจะพบว่า มีจุดแดงๆ เกิดขึ้นบริเวณอกและท้อง แต่ไม่ค่อยได้พบในคนไทย
  • ผู้ป่วยมักมีอาการซึม แต่บางรายอาจมีอาการเอะอะเพ้อคลั่งได้ บางรายอาจมีอาการหมดสติ ผมร่วงทั้งศีรษะ
  • ในรายที่ไม่ได้รับการรักษา ไข้จะสูงลอย ต่อไปอีก 1-2 สัปดาห์ ถ้าหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลง จนเป็นปกติ ในปลายสัปดาห์ที่ 4 ของโรค
  • หากมีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ โรคนี้จะก่อให้เกิดเป็นแผลในลำไส้ ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ ลำไส้ทะลุ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเป็นฝีในสมอง เป็นต้น

การป้องกันและควบคุมโรค
ก. การป้องกันล่วงหน้า

  • จัดเรื่องสุขาภิบาลเกี่ยวกับน้ำบริโภค และอาหาร เก็บอาหารในที่มิดชิด อย่าให้แมลงวัน แมลงสาบ หรือจิ้งจกไต่ตอม ควรบริโภคอาหารที่สะอาด และต้มสุก
  • ตรวจควบคุมร้านอาหาร ผู้ปรุง ผู้จำหน่าย และผู้บริการ หากพบว่าผู้ใดเป็นพาหะของโรค ควรหาทางแก้ไข
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ทำลายแมลงวัน และแมลงสาบ
  • ฉีดหรือให้วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง วัคซีนที่ใช้ อาจจะเป็นชนิดฉีด หรือชนิดกิน

ข. การป้องกันเมื่อเกิดการระบาดหรือเมื่อมีผู้ป่วย

  • อาจจะต้องแยกผู้ป่วยไว้ระยะหนึ่ง และรักษาผู้ป่วย จนกระทั่งไม่สามารถแพร่เชื้อทางอุจจาระได้อีกต่อไป
  • จัดการทำลายเชื้อที่อยู่บริเวณรอบๆ ที่ผู้ป่วยอาศัย โดยเฉพาะเชื้อในอุจจาระ และปัสสาวะ 

4.อหิวาตกโรค (Cholera)

อหิวาตกโรค เป็นโรคติตต่อทางอาหารและน้ำชนิดเฉียบพลัน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย หรือท้องร่วงอย่างรุนแรง จนเป็นสาเหตุให้สียชีวิตได้ โรคนี้ก่อให้เกิดการระบาดได้อย่างรวดเร็ว โรคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี มีการระบาดเป็นครั้งคราวเสมอ พบได้น้อยมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่มักพบในนักท่องเที่ยวที่กลับจากประเทศที่ยังไม่พัฒนา ทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคนี้ได้ประมาณ 5 ล้านคนต่อปี

การติดต่อ

ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารทะเลดิบ หรืออาหารดิบๆ สุกๆ เป็นสาเหตุของการระบาดทั่วไป การติดต่อระหว่างบุคคลสู่บุคคลโดยตรง พบได้น้อยมาก

ระยะฟักตัว ตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมง ไปจนถึง 5 วัน เฉลี่ยประมาณ 2-3 วัน

ระยะติดต่อ

  • สามารถติดต่อได้ตลอดระยะเวลาที่ตรวจพบเชื้อในอุจจาระ ซึ่งปกติจะพบเชื้อได้อีก 2-3 วัน หลังจากผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้ว
  • บางรายอาจกลายเป็นพาหะต่อไปได้อีกหลายเดือน
  • การให้ยาปฏิชีวนะ เช่น tetracycline จะช่วยลดระยะเวลาการแพร่เชื้อ
  • ในผู้ใหญ่พบว่าการติดเชื้อเรื้อรังที่ทางเดินน้ำดี อาจเป็นได้นานเป็นปี และร่วมกับมีการปล่อยเชื้อ Vibrio ออกมากับอุจจาระเป็น ระยะได้

อาการ 

  • เริ่มด้วยอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำจำนวนมาก มีเนื้ออุจจาระน้อย โดยไม่มีอาการปวดท้อง บางรายอุจจาระขาวขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันร่วมกับมีอาการและอาการแสดงของการขาดน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด และการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
  • สำหรับโรคอหิวาตกโรค ชนิด El Tor biotype ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเลยก็ได้
  • ในรายรุนแรงน้อยอาจพบแต่อาการถ่ายเป็นน้ำ พบได้บ่อยในเด็ก
  • ในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจเสียชีวิตในเวลา 2-3 ชั่วโมง และอัตราป่วยตายสูงมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที อัตราป่วยตายจะลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 1

การควบคุมและป้องกันโรค

  1. จัดให้มีการสุขาภิบาลในเรื่องการทำลายอุจจาระและการป้องกันแมลงวัน
  2. ควบคุมแมลงวันโดยใช้มุ้งลวด พ่นยาฆ่าแมลง หรือใช้กับดัก ควบคุมการขยายพันธุ์ด้วยการเก็บและทำลายขยะ
  3. ระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอาหาร รับประทานอาหารที่ปรุงใหม่ สะอาด ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
  4. ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังท้องที่ซึ่งมีความเสี่ยงในการติดโรคสูงอาจกินยาปฏิชีวนะ จะช่วยป้องกันโรคได้ สำหรับระยะเวลาสั้นๆ เช่น ภายใน 2 สัปดาห์ แต่เชื้ออาจดื้อยาได้
  5. ป้องกันการระบาดในสถานเลี้ยงเด็กเล็ก โดยรักษาความสะอาดสถานที่ ข้าวของเครื่องใช้ เจ้าหน้าที่ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ แยกผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วง และเพาะเชื้อหาสาเหตุของการป่วย

แหล่งที่มา : กรมควบคุมโรค

แพ็กเกจอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

บทความอื่นๆ