เตรียมตัวอย่างไร ก่อน & หลังฉีดวัคซีนโควิด-19

Q & A วัคซีน COVID19

1.เตรียมตัวอย่างไร ก่อน&หลังฉีดวัคซีนโควิด-19

   :

  1. 2 วันก่อนและหลังการฉีดวัคซีน งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ดื่มน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซีในวันที่ฉีดวัคซีน (ประมาณ 3-5 แก้ว) งดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  3. ฉีดวัคซีนแขนข้างที่ไม่ถนัด หลังฉีด 2 วันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็ง ยกของหนัก หรืออย่าบีบนวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน
  4. รอสังเกตอาการในบริเวณสถานที่ฉีดวัคซีน 30 นาที
  5. ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากจนทนไม่ไหว สามารถรับประทานยาพาราเซตตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด (รับประทานซ้ำได้ถ้าจำเป็น) แต่ให้ห่างกัน 6 ชั่วโมง ห้ามรับประทานยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex 
  6. กรณีผู้ป่วยทานยาละลายลิ่มเลือดให้ทานได้ตามปกติ แต่เมื่อฉีดวัคซีนแล้วให้กดนิ่งตำแหน่งที่ฉีด 1 นาที

2. Q : อายุเท่าไหร่สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้

    A  :  

    ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน Sinovac ควรฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 18-59 ปี สำหรับประชากรที่อายุน้อยกว่า 18 ปี ยังไม่มีคำแนะนำที่ยืนยันแน่ชัด เว้นแต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง และแพทย์ประเมินแล้วว่าวัคซีนให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

  – วัคซีน AstraZeneca ขณะนี้มีการศึกษาในผู้สูงอายุแล้ว องค์การอนามัยโลกและไทยจึงรับรองให้ใช้ในผู้สูงอายุได้

3. Q : กำลังตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม

     A : กรมควบคุมโรคยังไม่มีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษารองรับ เว้นแต่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง และแพทย์ประเมินแล้วว่าวัคซีนให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

            อย่างไรก็ตามวันที่ 30 เมษายน 2564 กรมอนามัยมีการแนะนำให้ผู้ที่ตั้งครรภ์ ช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์เป็นต้นไปสามารถฉีดวัคซีนได้ และแนะนำให้ฉีดวัคซีน Sinovac ก่อน เนื่องจากผลิตจากเชื้อที่ตายแล้ว ในขณะที่ AstraZeneca เป็น viral vector vaccine มีโอกาสเกิดอาการไข้หลังฉีดได้มาก และมีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี แต่พบน้อยมาก

4. Q : กำลังเตรียมตัวมีบุตรสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม

    A  :  เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทดลองในสตรีมีครรภ์ หากสตรีผู้นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโควิด-19 ให้ดูประโยชน์ที่ได้และความเสี่ยงของวัคซีนเป็นหลักและควรให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงก่อนรับวัคซีน

5. Q : คุณแม่ที่ให้นมบุตรฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม

    A  :  แม้ยังไม่มีข้อมูลในรายละเอียดทั้งหมด แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าส่วนประกอบที่อยู่ในวัคซีน จะมีโอกาสผ่านมาในน้ำนมน้อยมากหรือแทบตรวจวัดไม่ได้เลย ดังนั้นการให้นมบุตรจึงไม่ได้ถือเป็นข้อห้ามที่จะปฏิเสธการรับวัคซีน และถ้าถึงกำหนดที่จะต้องรับวัคซีน โดยเฉพาะในแหล่งระบาดก็ควรจะรับวัคซีน เพราะมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเมื่อรับวัคซีนมาแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องงดให้นมบุตร

6.Q  :  การรับวัคซีนโควิด-19 จะมีผลทำให้มีบุตรยากหรือไม่

   A  :  ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานอันใดที่บ่งบอกว่า วัคซีนโควิด-19  จะมีผลทำให้มีบุตรยาก

7.Q  :  ระหว่างมีประจำเดือนหรือกำลังจะมีประจำเดือนสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม

   A  :   สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีเกือบ 100% หรือ 90% ไม่จำเป็นต้องกังวลในการรับวัคซีนโควิด-19 เว้นแต่ว่าจะต้องไม่ปวดท้องประจำเดือนมากเกินไป หรือไม่ปวดท้องในระดับที่ผิดปกติ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางสูตินรีวิทยา สำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือน ควรเว้นระยะระดู 1-2 วันจึงค่อยไปรับการฉีดวัคซีน แต่ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้หมดประจำเดือน

 8.Q  :  ผู้สูงอายุฉีดวัคซีนโควิด-19 ใดได้บ้าง

    A  :  ขณะนี้มีการศึกษาวัคซีน AstraZeneza ในผู้สูงอายุแล้ว องค์การอนามัยโลกและไทย จึงรับรองให้ใช้ในผู้สูงอายุได้ สำหรับวัคซีนของ Sinovac ยังไม่มีการศึกษาในผู้สูงอายุที่มากเพียงพอ จึงควรฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 18-59 ปี ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน

9. Q : ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องควรรับวัคซีนโควิด-19 ชนิดใด

      A  :   จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวัคซีนชนิดใดในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อย่างไรก็ดีการให้วัคซีนในผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 รุนแรง อาจต้องเปรียบเทียบประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์น่าจะมากกว่า ก็สามารถให้วัคซีนได้ โดยให้แพทย์ประจำตัวเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดของวัคซีน

10. Q : หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 จะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

      A  :  จากการศึกษาวิจัยวัคซีนโควิด-19 แต่ละชนิด มักพบเป็นปฏิกิริยาเฉพาะที่ เช่น อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา แต่การฉีดวัคซีนเหล่านี้ก็ยังสามารถทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ในอัตราที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องสังเกตอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาทีในสถานพยาบาลก่อน หากผู้รับวัคซีนเกิดอาการไม่พึงประสงค์หรือไม่มั่นใจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากวัคซีนหรือไม่ ควรแนะนำให้ผู้รับวัคซีนปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม

            ทั้งนี้หากผู้มารับวัคซีนมีอาการดังต่อไปนี้ หลังฉีดวัคซีน แนะนำให้ไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทร 1669

  • ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง
  • เหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือหายใจไม่ออก
  • อาเจียนมากกว่า 5 ครั้ง
  • ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอก
  • มีจุดจ้ำเลือดออกจำนวนมาก
  • แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ชัก หรือหมดสติ

11. Q : คำแนะนำในการปฏิบัติตนของผู้รับวัคซีนโควิด-19 มาแล้ว

       A  :  ควรเน้นย้ำผู้มารับวัคซีนโควิด-19 ว่า วัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ แม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อทั้งที่มีหรือไม่มีอาการได้ วัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อแบบรุนแรงได้ ดังนั้นนอกเหนือจากการที่ให้ผู้รับวัคซีนรับทราบข้อมูลของวัคซีน ผลข้างเคียง และอาการที่ต้องมาพบแพทย์แล้ว ผู้รับวัคซีนยังคงต้องปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การรักษาระยะห่างทางสังคม และการกักตัวอย่างเคร่งครัด หากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด-19 ควรมาพบแพทย์เพิ่มเติมเพื่อตรวจวินิจฉัย หรือทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

12. Q : สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน ยังจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือไม่

      :  สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน แม้จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ในร่างกาย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งต่อไป และยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ ดังนั้นจึงควรได้รับวัคซีนโควิด-19 แม้ว่าจะเคยเป็นโรคโควิด-19 มาก่อนก็ตาม โดยเว้นระยะห่างจากการติดเชื้อไปอย่างน้อย 3-6 เดือน และไม่จำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อก่อนฉีดวัคซีน เพราะแม้จะเคยเป็นมาก่อน ก็ไม่ทำให้มีอันตรายจากการฉีดวัคซีน อาจพิจารณาให้ฉีดเพียง 1 เข็ม

13. Q : จำเป็นต้องตรวจภูมิต้านทานก่อนและหลังรับวัคซีนโควิด-19 หรือไม่

:  ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ จะตรวจเฉพาะเมื่อต้องการนำข้อมูลไปใช้สำหรับการศึกษาวิจัยเท่านั้น

14. Q : วัคซีนโควิด-19 มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

:  วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่นำมาใช้ในประเทศไทย ผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แห่งประเทศไทยตามมาตรฐาน รวมถึงมีข้อมูลประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนจากการใช้ในหลายประเทศ ซึ่งวัคซีนแต่ละชนิดมีโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างกัน แต่วัคซีนที่ได้รับรองและขึ้นทะเบียนแล้วถือว่าผ่านการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ และไม่ส่งผลข้างเคียงรุนแรง หรือหากพบผลข้างเคียงรุนแรงก็จะพบในอัตราที่ต่ำมาก

15. Q : ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนโควิด-19 จะอยู่ในร่างกายได้นานแค่ไหน

:  เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นวัคซีนใหม่ที่เพิ่งมีการใช้ไม่นาน องค์ความรู้ในปัจจุบันยังไม่ทราบว่าภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนโควิดจะอยู่ในร่างกายได้นานเท่าใด ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลวัคซีนโควิด-19 ต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในระยะยาว

16. Q : วัคซีนทางเลือก คืออะไร

:  วัคซีนทางเลือก คือ วัคซีนโควิด-19 ที่รัฐบาลอนุมัติให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้จัดซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม นอกเหนือจากวัคซีนที่อยู่ในแผนการจัดซื้อของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่หลากหลายมากขึ้น

17. Q : วัคซีนโควิด-19 สามารถป้องกันโรคได้นานแค่ไหน ต้องฉีดกระตุ้นเพิ่มหรือไม่

:   ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลวัคซีนโควิด-19 ต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในระยะยาว จำเป็นต้องติดตามการศึกษาและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญต่อไปในอนาคต

18. Q : ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

 :  ประชาชนทุกคนควรได้รับวัคซีน แต่ในช่วงที่วัคซีนเริ่มมีใช้จะมีจำนวนจำกัด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดให้วัคซีนในบุคคลกลุ่มเสี่ยงก่อน ได้แก่

  1. 1. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน
  2. 2. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรังระยะ 5 โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด รังสีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด
  3. 3. ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  4. 4. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 เช่น อสม./อสต. ทหาร ตำรวจ จะต้องคัดกรองผู้ที่เข้ามาจากต่างประเทศและในพื้นที่ที่มีการระบาด

19. Q : ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วมีผลทำให้อาการของโรคลดลงหรือรุนแรงขึ้นหรือไม่

 :   วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แต่ป้องกันอาการรุนแรงได้ ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วอาจมีโอกาสติดเชื้อแบบไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยได้ จึงยังจำเป็นต้องรักษามาตรการในการป้องกันเชื้อในชุมชน ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย  เว้นระยะห่างทางกายภาพ และล้างมือบ่อยๆ

20. Q : ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วมีโอกาสจะติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่

A  :  ยังมีโอกาสเป็นได้ เนื่องจากวัคซีนป้องกันไม่ได้ 100% แต่หลังฉีดวัคซีนหากติดโรค ส่วนใหญ่ความรุนแรงของอาการจะน้อยลง ลดอัตราการเสียชีวิต ลดความรุนแรงที่จะเข้าโรงพยาบาล

21. Q : สำหรับวัคซีนโควิด-19 ทางรพ.พิษณุเวช พิษณุโลก จะมีให้บริการเมื่อไร

A : ขณะนี้ทางโรงพยาบาลพิษณุเวชยังไม่เปิดให้มีการจองวัคซีนทางเลือกโควิด-19 หรือรับเงินค่าวัคซีนล่วงหน้าแต่อย่างใด
หากทางโรงพยาบาลพร้อมให้บริการวัคซีนโควิด-19 จะประชาสัมพันธ์ให้ทุกท่านทราบอีกครั้ง
หากท่านมีข้อสงสัยหรือประสงค์ทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโรงพยาบาลพิษณุเวชผ่านช่องทางต่อไปนี้

📲Call Center : 1208 หรือ 055-90-9000
🖥Website : https://pitsanuvej.com/
Facebook : https://www.facebook.com/Pitsanuvej
LINE : http://line.me/ti/p/%40cxv4131y
Youtube : https://youtube.com/c/โรงพยาบาลพิษณุเวชพิษณุโลก
Instagram : https://instagram.com/pitsanuvejhospital/
Twitter : https://twitter.com/pitsanuvej

 

22. Q : ที่รพ.พิษณุเวช พิษณุโลก มีการให้บริการตรวจ โควิด-19 แบบใดบ้าง

A : บริการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ที่ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก รู้ผลภายใน 2 ชม.

  • แบบเร่งด่วน (RT-PCR) รู้ผลภายใน 8 – 24 ชม. (ตามรอบการส่ง 2 รอบ / วัน)
    ราคา 3,900 บาท
  • แบบปกติ (RT-PCR) รู้ผลภายใน 2 – 3 วัน หลังทำ SWAP
    ราคา 3,040 บาท
  • แบบ 22 Panel (RT-PCR) รู้ผลภายใน 2 ชม.
    ราคา 6,590 บาท

ให้บริการ บริเวณจุดบริการตรวจหาเชื้อ COVID-19
📍 ชั้น 1 อาคารจอดรถด้านหลังโรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก

บทความทางการแพทย์อื่น ๆ