ศูนย์มะเร็งพิษณุเวช ฮอไรซัน ร่วมดูแลโดย ทีมแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

การผนึกกำลังครั้งสำคัญ โรงพยาบาลพิษณุเวช ร่วมกับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สู่เทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ในการรักษา “มะเร็ง”

มะเร็งเป็นโรคที่มีคนเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ ถือเป็นโรคที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบัน และสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ศูนย์มะเร็งฮอไรซัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้การดูแลรักษาโรคมะเร็งอย่างครอบคลุมด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการจากหลายสาขาร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญการด้านมะเร็งโดยเฉพาะ ตั้งแต่การป้องกัน การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา การติดตามผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ไปจนถึงการดูแลด้านสภาวะจิตใจ โภชนาการ การจัดการกับความเจ็บปวด และการเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของโรคอย่างใกล้ชิด และมีห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้รับการรับรองมาตราฐานระดับสากลอยู่ภายในโรงพยาบาล ทำให้ได้ผลตรวจรวดเร็วและแม่นยำ

โรงพยาบาลพิษณุเวชได้เล็งเห็นโอกาสในการขยายขอบเขตการให้บริการของ ‘ศูนย์รักษามะเร็ง’ และขยายฐานผู้ป่วยที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง ทันสมัย ในราคาที่จับต้องได้ และช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปไกล ได้รับการดูแลรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร จึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผนึกกำลังความร่วมมือจัดตั้ง “ศูนย์มะเร็งพิษณุเวช ฮอไรซัน ร่วมดูแลคุณโดย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ “ โดยนำจุดแข็ง 4 ด้านมาเป็นแนวทางเพื่อประโยชน์สูงสุดในการรักษาผู้ป่วย

HOPE ความหวังให้คุณก้าวต่อ..

High Tech with Hi-touch เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อคุณ 

ผู้นำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิทยาการทางการแพทย์ของการรักษาโรคมะเร็งมสู่คนพิษณุโลก และพี่น้องในภาคเหนือตอนล่าง ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยในการตรวจหาความผิดปกติของยีน เพื่อวิเคราะห์โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งของแต่ละบุคคลในอนาคต และเทคโนโลยีการตรวจหาการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งจากชื้นเนื้อมะเร็งและจากเลือด เพื่อการตรวจหาขั้นลึกเฉพาะคุณแต่ละราย Outcome-result services ผลลัพธ์ที่ดีเพื่อคุณ Genetic test & targeted therapy การรักษาแบบตรงเข้าทำลาย เฉพาะเซลล์ที่เกิดมะเร็งซึ่งส่งผลข้างเคียงในระดับที่ต่ำ ดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งอย่างเฉพาะเจาะจง เหมาะสม แตกต่างกันในแต่ละรายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการต้านมะเร็ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคุณ

Outcome-result services ผลลัพธ์ที่ดีเพื่อคุณ
Genetic test & targeted therapy การรักษาแบบตรงเข้าทำลายเฉพาะเซลล์ที่เกิดมะเร็งซึ่งส่งผลข้างเคียงในระดับที่ต่ำ ดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง อย่างเฉพาะเจาะจง เหมาะสม แตกต่างกันในแต่ละรายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการต้านมะเร็ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคุณ

Partnership ความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อคุณ

ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง รพ.พิษณุเวช และ รพ.บำรุงราษฎร์ โดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของ รพ.บำรุงราษฎร์ ผสานกับเทคโนโลยีการรักษาอันทันสมัย เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีของผู้ป่วยทุกราย

Expertise Cancer Care Team ทีมแพทย์เฉพาะทางเพื่อคุณ

ดูแลคุณโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง (Tumor Board) ที่มีประสบการณ์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งมากกว่า 24,000 ราย ต่อปี จาก รพ.พิษณุเวช และ รพ.บำรุงราษฎร์ ผนึกทีมความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็งต่างชนิด และเทคโนโลยีการรักษาอันทันสมัย เพื่อสู้ไปพร้อมกับคุณ

การป้องกัน (Prevention)

พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้น บำรุงราษฎร์มีบริการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนส์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยแพทย์เฉพาะทางด้านพันธุกรรมในการแปลผล โดยห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ทำให้ได้ผลตรวจรวดเร็วและแม่นยำ

การตรวจคัดกรองมะเร็ง (Screening)

ช่วยทำให้ค้นพบโรคแต่เนิ่นๆ เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็ง เช่น ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง

    •  การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวน์
    •  การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low dose CT
    •  การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย Pap smear, HPV
    •  การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy)
    •  การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการเจาะเลือด และหากผลเลือดผิดปกติ อาจจะวินิจฉัยเพิ่มด้วยวิธีอัลตร้าซาวน์ หรือ MRI
    •  การตรวจคัดกรองมะเร็งตับด้วยการเจาะเลือดและอัลตร้าซาวน์ หรือมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยวิธี Esophagogastroduodenoscopy (EGD) ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง
  • การวินิจฉัยโรค (Diagnosis)
    • การวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง ทันเวลา ทำให้รักษาโรคได้อย่างแม่นยำ และการรู้ระยะของโรค ช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยศูนย์มะเร็งพิษณุเวช ฮอไรซัน ร่วมดูแลคุณโดย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีพยาธิแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยว่าชิ้นเนื้อนั้นมีเซลล์มะเร็งหรือไม่ และถ้าเป็นเซลล์มะเร็งเป็นระยะที่เท่าไหร่ ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อต้องอาศัยความชำนาญขั้นสูงเพื่อความแม่นยำ
  • การรักษา (Treatment)
    • โดยการผสมผสานการรักษาหลายวิธีเข้าด้วยกัน ซึ่งศูนย์มะเร็งพิษณุเวช ฮอไรซัน ร่วมดูแลคุณโดย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะมีการประชุม Tumor Board ของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง เช่น อายุรแพทย์ด้านโรคมะเร็ง ศัลยแพทย์ด้านโรคมะเร็ง พยาธิแพทย์ รังสีแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้อง lab และเภสัชกร เพื่อหาวิธีการรักษาร่วมกัน และยังมี IBM Watson for Oncology ระบบ AI ที่มาช่วยในการประมวล เพื่อตัดสินใจวางแผนการรักษามะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบการตรวจหาการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งจากชิ้นเนื้อมะเร็งและจากเลือด ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อการรักษาที่เฉพาะเจาะจงและให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • การติดตามผลการรักษา (Follow up)

มีการติดตามและเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่ทำการรักษาจนครบแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย โดยทีมบุคลากรเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น อายุรแพทย์ด้านโรคมะเร็ง นักโภชนากร พยาบาลเฉพาะทางที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทรมาน เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว

คณะแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์

ศูนย์มะเร็งพิษณุเวช ฮอไรซัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้การดูแลและวางแผนการรักษาผู้ป่วยโดยเน้นการดูแลผู้ป่วยเป็นทีมแบบสหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary care) เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย ประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง ดังนี้

ทีมแพทย์

  • อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
  • อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเลือดและมะเร็ง
  • อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายไขกระดูก
  • ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
  • สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช
  • กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก
  • กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายไขกระดูก
  • รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
  • รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
  • พยาธิแพทย์
  • วิสัญญีแพทย์ระงับความเจ็บปวด

บุคลากรทางการแพทย์

  • พยาบาลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
  • เภสัชกรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและยาเคมีบำบัด
  • นักฟิสิกส์การแพทย์
  • นักรังสีเทคนิค
  • นักโภชนาการ

เครื่องมือทางการแพทย์

รังสีรักษา

  • เครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอนพลังงานสูงแบบ 2 พลังงาน
  • เครื่องเอกซเรย์ซิมูเลเตอร์สำหรับหาตำแหน่ง ขนาด และขอบเขตของการรักษา ตลอดจนใช้ในการวางแผนการรักษา และกั้นลำรังสีสำหรับส่วนที่ไม่จำเป็นต้องได้รับรังสี ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบการสร้างภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และเครื่องวินิจฉัยโรคด้วยสนามแม่เหล็ก
  • อุปกรณ์กั้นรังสีสำหรับกั้นรังสีให้แก่ผู้ป่วยเพื่อป้องกันเนื้อเยื่อและอวัยวะปกติที่อยู่ข้างเคียง

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งและเวชศาสตร์นิวเคลียร์

  • เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • เครื่องวินิจฉัยโรคด้วยสนามแม่เหล็ก 3 Tesla
    • เวชศาสตร์นิวเคลียร์รวมถึงการตรวจทั่วร่างกาย
    • การทำอัลตราซาวด์และการเอกซเรย์
  • เครื่องเพท/ซีทีรุ่นไบโอกราฟ 64

 อื่นๆ 

  • การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ 4 มิติ ใช้สำหรับวางแผนการรักษาก้อนมะเร็งที่มีการเคลื่อนไหวตามการหายใจ
  • อุปกรณ์สำหรับควบคุมการหายใจระหว่างการฉายรังสีและระหว่างการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • เครื่องวางแผนการฉายรังสี Monaco สำหรับวางแผนการรักษาด้วยรังสีแบบสามมิติ (3D CRT) แบบแปรความเข้ม (IMRT) และ VMAT

การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง หรือ targeted therapy

การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง หรือ targeted therapy เป็นการรักษาโรคมะเร็งแบบออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยให้ยาหรือสารไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณระดับซลล์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

ชนิดของมะเร็งที่สามารถรักษาด้วย TARGETED THERAPY

ในปัจจุบัน targeted therapy สามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด อาทิ

มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเบินสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิด

จากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดีการตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วย

ให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม

  • อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง
  • มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
  • การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 (BRCA ย่อมาจาก Breast Cancer gene) มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย
  • การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  • ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง

อาการมะเร็งเต้านม

บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมอาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน
  • บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล
  • เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม
  • มีอาการปวดบริเวณเต้านม

การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น

การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้

  • การคลำเต้านมด้วยตนเอง
  • การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี
  • การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging: MRI) จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น

ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้
 การตรวจทางรังสีวิทยา

  • การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography)
  • การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound)
  • การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (magnetic resonance imaging: MRI)
  • การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy)
  • การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจเลือด
  • การตรวจเพิ่มเติม
    • การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก
    • การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan)
    • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan: CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง

การรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านมอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
  • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
  • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 (human epidermal growth factor receptor 2)

ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน
  • การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งในพศหญิงที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม(สถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ w.ศ.2553) และมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ย 14 ราย/วัน

สิ่งสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

  • สตรีที่แต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสติดเชื้อไวรัสนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่การติดเชื้อส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 จะหายไปได้เอง ภายใน 1-2 ปีโดยไม่ก่ออาการหรือโรค
  • การใช้ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันการติดเชื้อได้แต่ไม่ทั้งหมด
  • การมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าจะมีคู่นอนเพียงคนเดียว

สาหตุหลักของการเกิดมะเร็งปาคมดลูก

  • เชื้อ Human Papillomavirus หรือที่เรารู้จักกันดีว่า เชื้อ HPV เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ชนิดก่อมะเร็ง
  • ปัจจุบันพบว่าเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และสายพันธุ์ 18 เป็น 2 สายพันธุ์ที่พบได้บ่อยในมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 พบมากเป็นอันดับ 1 โดยพบได้ประมาณร้อยละ 50-55 และเชื้อ HPV สายพันธุ์ 18 พบได้มากเป็นอันดับ 2 ประมาณร้อยละ 15-20
  • ข้อมูลทางการแพทย์ยังพบว่า เชื้อ HPV สายพันธุ์ 18 พบได้บ่อยที่สุดในมะเร็งปากมดลูกชนิดเซลล์ต่อม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้น
  • มะเร็งชนิดเซลล์ต่อมเป็นมะเร็งที่มีโอกาสวินิจฉัยผิดพลาดได้สูงด้วยการตรวจแปปสเมียร์เพียงอย่างเดียว
  • ปัจจุบันสมาคมแพทย์ ASCCP (American Society of Colposcopy and Cervical Pathology) ในสหรัฐอเมริการับรองการใช้การตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับแปปสเมียร์ เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับกรตรวจแปปสเมียร์ ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  • การตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับการตรวจแปปสเมียร์ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีความสำคัญในทางคลินิกมากขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลงานวิจัยพบว่า การตรวจควบคู่กันจะเพิ่มความแม่นยำในการตรวจหาต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้ดีขึ้น
  • เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นเกือบ 100% ถ้าตรวจไม่พบเชื้อ HPV สายพันธุ์ก่อมะเร็ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ 16 และสายพันธุ์ 18) และผลแปปสเมียร์ปกติด้วย โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีน้อยมากและมั่นใจได้ว่าสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกใหม่ได้ในอีก 3 ปี
  • เป็นข้อมูลให้กับแพทย์ในการประเมินความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้แม่นยำขึ้น เนื่องจากผลการตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ที่พบจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาและตรวจติดตามผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจมะเร็งปากมดลูก

การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะใช้วัสดุหรือแปรงขนอ่อนเก็บเซลล์จากปากมดลูกไปใส่ในขวดน้ำยารักษาสภาพเซลล์ แล้วนำส่งตรวจได้ทั้งการหาเชื้อ HPV และตรวจดูเซลล์ของปากมดลูก (แปปสเมียร์) ในขั้นตอนเดียว

การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

ในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติ ผู้หญิงจะได้รับการวินิจฉัยโดยการส่องกล้องตรวจปากมดลูก (colposcopy) ซึ่งให้ภาพขยายของปากมดลูก 10-20 เท่า แพทย์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวปากมดลูกได้อย่างชัดเจน เช่น มีสีขาวขึ้นเป็นฝ้า หรือมีลักษณะของหลอดเลือดเปลี่ยนไป จากนั้นแพทย์จะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อส่วนที่ผิดปกติส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจว่าความผิดปกติดังกล่าวอยู่ในระยะก่อนมะเร็งหรือเป็นมะเร็งแล้ว เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • ฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และสายพันธุ์ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากถึงร้อยละ 70 และยังช่วยป้องกันเชื้อไวรัส HPV อีกสองสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศได้ถึงร้อยละ 90 โดยแพทย์แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 9 – 26 ปี ฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือฉีดในรายที่มีเพศสัมพันธ์แล้วแต่ยังไม่ติดเชื้อ HPV เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) โดยแพทย์จะเก็บเซลล์จากปากมดลูกแล้วนำส่งตรวจเพื่อหาเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจแปปสเมียร์อาจมีโอกาสพลาดถึงร้อยละ 40 ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกแม้จะตรวจแปปสเมียร์ทุกปี
  • ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เป็นการตรวจทางชีวโมเลกุลเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำอย่างมากคือมีโอกาสพลาดเพียงร้อยละ 5-10 และส่วนใหญ่จะทำร่วมกับการตรวจ ThinPrep โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์เพื่อส่งตรวจในคราวเดียว หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติก็แสดงว่าโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีน้อยมาก และสามารถรอได้ถึง 3 ปี กว่าจะเข้ารับการตรวจคัดกรองอีกครั้ง

การรักษามะเร็งปากมดลูก

  • ระยะก่อนมะเร็ง เป็นการรักษาเฉพาะที่ เช่น จี้ทำลายเซลล์ที่ผิดปกติด้วยความเย็นหรือความร้อน การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาครู่เดียวและเป็นหัตถกรรมสำหรับผู้ป่วยนอก
  • ระยะมะเร็งแล้ว (ระยะที่ 1 และ 2 ขั้นต้น) ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกนั้นต่างจากการผ่าตัดมดลูกทั่วไปนั่นคือเป็นการผ่าตัดแบบ “ถอนรากถอนโคน” หรือการผ่าตัดเอาปากมดลูก เนื้อเยื่อรอบๆ ปากมดลูก มดลูก ช่องคลอดส่วนต้นและต่อมน้ำเหลืองในบริเวณนั้นออกทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ การผ่าตัดนี้ทำได้ทั้งแบบเปิดหน้าท้องและผ่าตัดผ่านกล้องซึ่งต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญเท่านั้น
  • ระยะ 3 และ 4 เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูกแล้ว ดังนั้น การรักษาประกอบด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษาในเวลาเดียวกัน เพื่อควบคุมไม่ให้มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงและเนื้อเยื่อชั้นในรอบๆ มดลูก และหากมะเร็งแพร่ลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองและกระดูกเชิงกราน จะส่งผลให้ไต กระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ยิ่งถ้ามีการแพร่กระจายไปอวัยวะที่ไกลออกไป เช่น ตับหรือปอด อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
  • มะเร็งตับเป็นโรคที่มีความสำคัญที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลกและเบินสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มากที่สุดโรคหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในรยะแรกมักไม่ค่อยมีอาการแสดง
  • กว่าจะได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

ชนิดของมะเร็งตับ

  • มะเร็งของเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกและพบมากที่สุดในประเทศไทย
  • มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (cholangiocarcinoma) 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ

  • ภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์หรือไวรัสตับอักเสบ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี
  • สารพิษอะฟลาท็อกซินซึ่งปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพืช เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง 
  • โรคทางพันธุกรรมและเมตาบอลิกต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เกิดไขมันเกาะตับและเป็นตับแข็ตามมา
  • การได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น การได้รับฮอร์โมนเพศชายเป็นเวลานาน

อาการมะเร็งตับ

  • มะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการดังนี้
  • ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่
  • ท้องบวมขึ้น
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลำพบก้อนที่บริเวณตับ
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไวรัสตับอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein)
  • การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษามะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับจะขึ้นกับสภาวะความรุนแรงของโรค ขนาดและลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคและการแพร่กระจายของมะเร็ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย 

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา 
  • เคมีบำบัด
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จะทำได้ในกรณีที่ก้อนในตับมีขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร และผู้ป่วยต้องมีอายุน้อยกว่า 70 ปี

การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับมะเร็งตับ คือ การป้องกันและตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ เนื่องจาก 90% ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีจึงมีโอกาสเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับสูง หากมีมะเร็งตับเกิดขึ้น มะเร็งตับจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลา 3-6 เดือน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีควรต้องเข้ารับการตรวจการทำงานของตับและตรวจคัดกรองมะเร็งตับโดยการเจาะเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein) และตรวจอัลตราซาวด์ตับทุก 3 เดือน

มะเร็งปอด เป็นโรคที่พบได้มากในประทศไทยและเงินสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั้งเพศชายและเพคหญิง อย่างไรก็ดีมะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะต้น

ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย มะเร็งปอดจะทำลายชีวิตของผู้ป่วยได้รวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งความแตกต่างของขนาดเซลล์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน

  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนมากรักษาด้วยการใช้ยาหรือฉายรังสี
  • มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่แพร่กระจายได้ช้ากว่าและสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แต่มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด เช่น

  • บุหรี่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดมากที่สุด ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10-30 เท่า เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอด ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่
  • การได้รับสารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แอสเบสตอส (asbestos) ก๊าซเรดอน (radon) สารหนู รังสี และสารเคมีอื่นๆ รวมถึงฝุ่นและไอระเหยจากนิกเกิล โครเมียม และโลหะอื่นๆ
  • อายุ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคมะเร็งปอดมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดแม้ไม่ได้สูบบุหรี่

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการลดปัจจัยเสี่ยงและวางแผนการตรวจสุขภาพ ส่วนผู้ที่เคยได้รับการรักษามะเร็งปอดมาแล้ว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหลังการรักษา เนื่องจากอาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดได้อีก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอด

การตรวจคัดกรองช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบและรักษามะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจสอบมะเร็งปอดแบบง่ายหรือด้วยตนเองดังเช่นมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามมีการตรวจสอบใหม่ที่เป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (low-dose helical computerized tomography) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยได้

อาการของโรคมะเร็งปอด

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
  • มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • จ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
  • ไอมีเลือดปน
  • เสียงแหบ
  • ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
  • เหนื่อยง่ายหรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วที่สุด

การตรวจเบื้องต้นและการวินิจฉัยมะเร็งปอด

หากมีอาการที่เข้าข่ายของโรคมะเร็งปอด แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจเสมหะ เอกซเรย์ปอด หากพบความผิดปกติ อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

  • การตัดชิ้นเนื้อเพื่อวิเคราะห์ (biopsy)
    • การใช้เข็มขนาดเล็กตัดชิ้นเนื้อ (fine-needle aspiration) แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะที่ช่องอกไปยังปอด และดูดตัวอย่างของเหลวเนื้อเยื่อที่สงสัยเพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยทั่วไปมักทำพร้อมกับการเอกซเรย์หรือการทำ computed tomography (CT) scan เพื่อหาตำแหน่งที่ถูกต้องของเนื้อเยื่อที่ต้องการตรวจสอบ
    • การส่องกล้องตรวจภายในหลอดลม (bronchoscopy) แพทย์จะทำการสอดท่อขนาดเล็กที่มีไฟผ่านทางจมูกหรือปากเข้าไปสู่ปอด โดยท่อนี้สามารถดูดของเหลวหรือตัดชิ้นเนื้อเยื่อที่สงสัยออกมาตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด
    • การใช้เข็มเจาะช่องเยื่อหุ้มปอดแทงผ่านผนังทรวงอก (thoracentesis) แพทย์จะใช้เข็มเจาะที่ช่องอกบริเวณระหว่างปอดและผนังของช่องอก เพื่อทำการเก็บของเหลวบริเวณดังกล่าวมาตรวจหาเซลล์มะเร็ง
    • การตรวจช่องกลางทรวงอกโดยการส่องกล้อง (mediastinoscopy) แพทย์จะทำการผ่าตัดบริเวณส่วนบนของกระดูกอก จากนั้นสอดกล้องเข้าไปภายในช่องทรวงอก และนำตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือต่อมน้ำเหลืองออกมาตรวจ
    • การตรวจช่องทรวงอกโดยการส่องกล้อง (thorocoscopy) แพทย์จะใช้กล้องใส่เข้าทางผนังทรวงอกเพื่อตัดก้อนเนื้อจากปอดไปตรวจ
  • การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
    • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan หรือ CT scan) และการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging: MRI) เป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์หาตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้อที่ผิดปกติในบริเวณปอดได้
    • การตรวจด้วยเครื่อง positron emission tomography (PET) scan เป็นการฉีดโมเลกุลของสารกัมมันตภาพรังสีที่รวมกับน้ำตาลเข้าทางเส้นเลือด เซลล์มะเร็งปอดจะดูดซึมเอาน้ำตาลชนิดนี้ไว้อย่างรวดเร็วและมากกว่าเซลล์ปกติ ทำให้เกิดความแตกต่างของการเรืองแสงเฉพาะเซลล์มะเร็ง
  • การตรวจยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งจากชิ้นเนื้อ/เลือด หากมียีนกลายพันธุ์ที่สามารถรักษาด้วยการใช้ยารักษาแบบเฉพาะเจาะจงยีนจะทำให้กำจัดเซลล์มะเร็งได้ตรงจุด

ระยะของมะเร็งปอด

ระยะของมะเร็งกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะร่างกาย ระยะของมะเร็งมีความสำคัญต่อการรักษา เพราะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อการหายของโรคหรือการมีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

  • ระยะของมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
    • ระยะจำกัดของขนาดมะเร็ง (limited stage) เป็นระยะที่มะเร็งจะอยู่ในบริเวณปอดเท่านั้น
    • ระยะการแพร่กระจาย (extensive stage) เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระยะของมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 พบมะเร็งเฉพาะที่บริเวณปอดเท่านั้น ไม่พบในต่อมน้ำเหลือง และยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

ระยะที่ 2

– ระยะที่ 2A มะเร็งมีขนาดเล็กและพบแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

– ระยะที่ 2B มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยและแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด หรือ เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น เช่น ที่ผนังทรวงอก

ระยะที่ 3

– ระยะที่ 3A เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณอื่นที่ห่างจากปอด หรือพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองรอบๆ ปอด และเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังผนังทรวงอกหรือบริเวณกลางช่องอก

– ระยะที่ 3B เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองอีกด้านของช่องอกหรือต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า หรือมีเนื้องอกมากกว่า 1 ก้อนในปอด หรือเนื้องอกเจริญเติบโตในอีกด้านของช่องอก เช่น หัวใจ หลอดอาหาร หรือมีของเหลวที่มีเซลล์มะเร็งอยู่รอบๆ ปอด

ระยะที่ 4 มะเร็งได้กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตับ กระดูก สมอง

การรักษามะเร็งปอด

สิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งปอด คือ การพิจารณาตำแหน่ง ขนาด และระยะของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

  • การผ่าตัด
    • มีเป้าหมายเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอกออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้
    • โดยทั่วไปไม่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว
    • วิธีนี้ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ในระยะที่ 1, 2 และ 3A
  • การฉายรังสี (radiotherapy)
    • เป็นการใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น
    • วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับระยะมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ แต่อาจใช้เฉพาะจุดเพื่อควบคุมการลุกลาม
    • การฉายรังสีใช้เวลาไม่นานและไม่ทำให้เจ็บปวด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กลืนลำบาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี
  • การใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) เพื่อให้ภูมิคุ้มกัน ระบบการทำงานของภูมิคุ้มกัน การตรวจจับและการทำลายเซลล์มะเร็งมีประสิทธิภาพ
  • การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นการใช้ยากำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด
  • การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy) เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ ให้ประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนเช่นยาเคมีบำบัด
  • การรักษาด้วยการผสมผสาน โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลตนเองภายหลังการรักษา

  • หากยังสูบบุหรี่อยู่ ควรหยุดทันที
  • เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้น ควรออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 15-30 นาที เพื่อส่งเสริมการทำงานของปอดและหัวใจให้ดีขึ้น
  • พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและป้องกันการเกิดมะเร็งที่อวัยวะอื่น

มะเร็งสำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่ซลล์ปกติในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างไม่หยุดยั้งจนควบคุมไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจใช้เวลาเซ็นปี ในระยะแรกๆ เซลล์

อาจเป็นเพียงแค่เนื้องอกธรรมดา แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือตัดทิ้ง เนื้องอกนี้อาจลุกลามกลายเป็นมะเร็งได้

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่

แม้ว่าสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่จะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีบางปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ เช่น

  • มีประวัติเนื้องอก ซึ่งปกติจะพบที่ผนังลำไส้ใหญ่และไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากเวลาผ่านไป เนื้องอกบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • อายุ โดยส่วนใหญ่พบว่ากว่า 90% มักเกิดกับคนที่อายุมากกว่า 50 ขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในวัยหนุ่มสาวและวัยรุ่น
  • มีประวัติของโรค IBD (inflammatory bowel disease) คือ โรค ulcerative colitis และ Crohn’s disease ซึ่งอาจกลายเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 60 ปีมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น
  • การไม่ออกกำลังกายและความอ้วน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น
  • การสูบบุหรี่ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

อาการมะเร็งสำไส้ใหญ่

ในบางครั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจไม่มีอาการผิดปกติบ่งชี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือบางครั้งอาการที่พบอาจคล้ายกับอาการของโรคอื่น ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกท้องอืด
  • อุจจาระปนเลือดสดๆ หรือเลือดสีคล้ำมาก
  • ลักษณะอุจจาระเรียวยาวกว่าปกติ
  • ไม่สบายท้อง รวมทั้งปวดแสบร้อน อาหารไม่ย่อย และปวดเกร็ง
  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง
  • โลหิตจาง

การตรวจประเมินเบื้องต้น

การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีการที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และสามารถแยกเนื้องอกที่กำลังจะกลายเป็นมะเร็งได้ แนะนำให้เริ่มตรวจประเมินเบื้องต้นทั้งผู้ชายและผู้หญิงเมื่ออายุ 50 ปี โดยวิธีการตรวจประเมินเบื้องต้นทำได้ดังนี้

  • การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood test: FOBT) สามารถตรวจได้ว่ามีเนื้องอกหรือเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยวิธีนี้เป็นประจำทุกปีจะช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และลดลงได้ 18% ในกรณีที่ตรวจปีเว้นปี
  • การตรวจโดยใช้เครื่องมือซิกมอยด์โดสโคป (sigmoidoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อสอดผ่านเข้าไปทางปลายทวารหนักสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง เพื่อตรวจเนื้องอก มะเร็ง และสิ่งผิดปกติต่างๆ วิธีนี้แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติไปตรวจสอบได้
  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) วิธีนี้จะช่วยให้เห็นภาพภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมดและสามารถเก็บชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้
  • การใช้สารทึบแสงแบเรียมร่วมกับการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซเรย์ computed (CT) scan (double contrast barium enema: DCBE) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทนการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องได้

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่

การวินิจฉัยโรคแพทย์จะใช้วิธีตรวจหลายๆ วิธีเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ โดยแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุและสุขภาพ ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ดังนี้

  • การตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) เป็นวิธีการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่แม่นยำที่สุด และเพื่อการตรวจทางชีวโมเลกุลของมะเร็ง
  • การตรวจเลือด โดยการตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดง หรือวัดระดับโปรตีน CEA (carcinoembryonic antigen)
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan หรือ CT scan) สามารถใช้ในการตรวจสอบตำแหน่งของโรคและการกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้
  • การตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง วิธีนี้จะบอกได้ว่ามะเร็งได้แพร่กระจายสู่ตับหรืออวัยวะอื่นๆ หรือไม่
  • การเอกซเรย์ปอด เป็นการตรวจดูว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปยังปอดหรือไม่
  • Positron emission tomography (PET) scan เป็นการตรวจโดยการฉีดสารรังสีให้ถูกดูดซึมในอวัยวะและเนื้อเยื่อ และทำการถ่ายภาพ ทำให้สามารถตรวจได้ทั้งร่างกาย

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

ทางเลือกในการรักษามะเร็งสำไส้ใหญ่

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)
  • การรักษาโดยการยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis)
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด
  • ประเภทของยาในกลุ่ม TARGETED THERAPY

    ยาในกลุ่ม targeted therapy แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

    • Monoclonal antibodies ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์โดยจับกับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวเซลล์แล้วจึงทำลายเซลล์มะเร็ง หรือทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวหรือเจริญเติบโตได้ บางครั้งก็มีการนำสารกัมมันตภาพรังสีผูกติดกับ monoclonal antibodies เพื่อให้เกิดการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากขึ้น ทั้งนี้ยา monoclonal antibodies มักอยู่ในรูปแบบของยาฉีด
    • Small molecules เป็นยาที่มีโมเลกุลเล็ก สามารถผ่านเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ จึงสามารถจับกับเป้าหมายทั้งที่อยู่ภายในเซลล์และบนผิวเซลล์ได้ โดยส่วนใหญ่ยาประเภท small molecules จะอยู่ในรูปแบบของยารับประทาน

    ทั้งนี้ กลไกการออกฤทธิ์ของยาจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดนั้นๆ

    เป้าหมายของการรักษามะเร็งแบบ TARGETED THERAPY

    การรักษามะเร็งด้วยวิธี targeted therapy ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเดี่ยวหรือการรักษาร่วมกับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา เป้าหมายของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง ดังนี้

    • รักษาโรคมะเร็งให้หายขาด
    • ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
    • ทำลายเซลล์มะเร็งที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
    • บรรเทาอาการต่างๆ ที่มีสาเหตุจากมะเร็ง

    แนวทางการรักษามะเร็งแบบ targeted therapy
    เนื่องจากการใช้ targeted therapy ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีตัวรับหรือเป้าหมาย (target) ที่ตอบสนองต่อยา ก่อนเข้ารับการรักษา แพทย์จะต้องทำการตรวจผู้ป่วยก่อนว่ามียีนหรือตัวรับที่สามารถใช้รักษาด้วย targeted therapy ได้หรือไม่ 

    ระยะเวลาของการรักษา

    ระยะเวลาและความถี่ของการรักษาด้วย targeted therapy ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง เป้าหมายของการรักษา ยาที่ใช้ และการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงแผนการรักษาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละราย 

    ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

    แม้ว่าการรักษามะเร็งแบบ targeted therapy จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัด แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของ targeted therapy ที่ได้รับ โดยส่วนใหญ่ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น

    • อาการทางผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ มีผื่นที่ผิวหนัง
    • ท้องเสีย
    • ผลต่อหัวใจ
    • ผลต่อตับ
    • ผลต่อไต
    • ความดันโลหิตสูง

    ดังนั้น เมื่อได้รับการรักษาแบบ targeted therapy ผู้ป่วยจึงควรสอบถามถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด และควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

    การติดตามผล

    ผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผลการรักษา ทั้งการตอบสนองต่อยาและความปลอดภัยของการใช้ยา

    การรักษาด้วยเคมีบำบัด

    การรักษาด้วยเคมีบำบัด หมายถึง การให้ยซึ่งมีฤทธิ์ทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้าย บางครั้งอาจมีผลทำให้เซลล์ปกติของร่างกายถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ เชื่ออาหาร ภูมิต้านทานต่ำ ท้องเสีย ผมร่วง ซึ่งอาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาว:ความแข็งแรงของร่างกาย รวมถึงความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วย

    วิธีการให้เคมีบำบัดแบ่งเป็น 2 วิธี

    ยาเคมีบำบัดสามารถบริหารเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยได้หลายวิธี ได้แก่

    • เคมีบำบัดชนิดรับประทาน
    • เคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

    ระยะเวลาในการรักษาด้วยเคมีบำบัด

    ระยะเวลาในการรักษาด้วยเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ระยะของโรค และการตอบสนองต่อยา โดยปกติยาเคมีบำบัดจะให้เป็นชุด ใช้เวลา 1-5 วันต่อชุด แต่ละชุดห่างกัน 3-4 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับเคมีบำบัดเฉลี่ย 6-8 ชุด (ขึ้นกับแผนการรักษาของแพทย์) โดยผู้ป่วยควรมารับยาตามนัดทุกครั้งเพื่อผลการรักษาที่ดี

    การเตรียมตัวก่อนเข้ารับเคมีบำบัด

    • ด้านร่างกาย
      • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
      • พักผ่อนให้เพียงพอและเพิ่มการนอนพักในช่วงกลางวันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
      • หากมีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ
    • ด้านจิตใจ
      • ควรทำอารมณ์และจิตใจให้พร้อมรับการรักษา
      • ลดความกลัวและความวิตกกังวลลง
      • มั่นใจในวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งสามารถลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
      • ถ้าท่านรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับโรค การรักษา การดูแลตนเอง ควรปรึกษาแพทย์และพยาบาล

    การดูแลตนเองขณะรับเคมีบำบัด

    • สังเกตผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา ถ้ารู้สึกปวด บวม แดง หรือสงสัยมียารั่วซึมออกนอกหลอดเลือด ต้องแจ้งพยาบาลทันที
    • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับสารเคมีที่อาจตกค้างในร่างกายออกทางปัสสาวะ
    • ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้แจ้งพยาบาลทันที  

    การปฏิบัติตนเมื่อเกิดอาการข้างเคียงขณะและหลังรับยาเคมีบำบัด

    • เบื่ออาหาร
      • รับประทานอาหารทีละน้อยๆ แต่แบ่งเป็นหลายๆ มื้อ
      • ดูแลความสะอาดของช่องปากและฟัน
      • ควรออกกำลังกายเบาๆ ก่อนมื้ออาหาร 5-10 นาที
    • ท้องเสีย
      • งดอาหารประเภทหมักดอง
      • รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย ไม่มีกาก
      • ดื่มน้ำเกลือแร่เสริม
      • ถ้าอาการไม่ทุเลากรุณาแจ้งให้พยาบาลทราบเพื่อดำเนินการแก้ไข
    • อ่อนเพลีย ภาวะซีด
      • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น แป้ง เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้
      • พักผ่อนให้เพียงพอ เพิ่มการนอนพักกลางวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง
    • เยื่อบุช่องปากอักเสบ
      • รักษาความสะอาดในช่องปาก แปรงฟันด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มๆ บ้วนปากด้วยน้ำหรือน้ำเกลือบ่อยๆ และหลังรับประทานอาหาร
      • รับประทานอาหารอ่อนและดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัด รสจัด
      • งดบุหรี่ เหล้า
    • ภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
      • ดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป
      • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า
      • หลีกเลี่ยงกับการใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัด วัณโรค
      • รับประทานอาหารที่สุก สะอาด งดผักสด
      • สังเกตการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูง เจ็บคอ ปัสสาวะแสบขัด หากมีอาการให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลทราบ
    • ผมร่วง เคมีบำบัดบางชนิดทำให้ผมร่วงหมดศีรษะ แนะนำให้ซื้อวิกผมมาใส่ช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัด เมื่อจบการรักษาผมจะงอกขึ้นมาเป็นปกติ

     
    โปรดระลึกไว้เสมอว่า อาการข้างเคียงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดการรักษาอาการต่างๆ ก็จะหายไป

    การปฏิบัติตนเมื่อกลับบ้าน

    • ท่านควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปอีกประมาณ 1 เดือนเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
    • กรณีมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกจากอวัยวะต่างๆ ก่อนถึงวันนัดครั้งต่อไปให้ติดต่อเพื่อนัดพบแพทย์ก่อนวันนัดเดิม
    • กรณีไม่มีอาการผิดปกติควรมาตรวจสม่ำเสมอตามวันนัด

    การฉายรังสี

    การฉายรังสี หรือที่มักจะเรียกกันว่าการฉายแสง เป็นประเภทหนึ่งของรังสีรักษา (radiotherapy) ที่ใช้สำหรับบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โดยใช้รังสีพลังงานสูงฉายไปตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น ทั้งนี้การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการฉายรังสีจะขึ้นกับระยะของโรคมะเร็ง ชนิดของโรคมะเร็ง และสุขภาพของผู้ป่วยเอง

    การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการฉายรังสีตามตำแหน่งของเซลล์มะเร็งมีดังนี้

    • บริเวณศีรษะและลำคอ ได้แก่ มะเร็งสมอง มะเร็งในโพรงจมูกและไซนัส มะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งในช่องปาก มะเร็งในลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งต่อมน้ำลายและไทรอยด์
    • บริเวณทรวงอก ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งระบบน้ำเหลือง มะเร็งเต้านม
    • บริเวณช่องท้อง ได้แก่ มะเร็งที่กระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งไต และมะเร็งระบบน้ำเหลืองในช่องท้อง
    • บริเวณท้องน้อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งต่อมลูกหมาก

    การติดตามผลการรักษา

    ระหว่างการฉายรังสี รังสีแพทย์จะตรวจประเมินผลการรักษา และดูแลบรรเทาอาการผลข้างเคียงจากการฉายรังสีประมาณสัปดาห์ละครั้ง แต่หากมีอาการผิดปกติก็สามารถเข้าปรึกษาแพทย์ได้ทันที นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเลือด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการข้างเคียงจากการฉายรังสีมาก บางรายอาจต้องหยุดพัก หรือเข้ารับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล หรือได้รับยาเพื่อลดอาการตามแต่แพทย์เห็นสมควร
     
    หลังครบการฉายรังสี ผู้ป่วยยังคงต้องปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับช่วงฉายรังสีต่อ 2-3 สัปดาห์ แพทย์จะนัดให้มาตรวจประเมินผลการรักษาประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังฉายรังสีเสร็จ จากนั้นนัดตรวจทุก 1-3 เดือนแล้วแต่ชนิดและขั้นตอนการรักษาของโรค การติดตามผลการรักษาจะห่างขึ้นเป็น 4-6 เดือนจนกระทั่ง 5 ปี ถ้าผู้ป่วยปกติไม่มีอาการของโรค ควรติดตามห่างขึ้นเป็นปีละครั้งตลอดไป

มะเร็ง…รู้ไว รักษาไวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสหายได้

ต้องการปรึกษาปัญหามะเร็ง แอดมาคุยได้นะคะ

สอบถามเพิ่มเติม โทร.1208 หรือ 055-90-9000 หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆได้ที่