โฉมใหม่! หอผู้ป่วยเด็ก รพ.พิษณุเวช

รีโนเวท หอผู้ป่วยเด็ก

โรงพยาบาลพิษณุเวช

ที่ “คิดแบบเด็ก”

แวบแรกที่ได้เห็นหอผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลพิษณุเวช ที่ดูจากมุมไหนก็ให้ความรู้สึกละมุน เป็นมิตร สวยงามผิดแผกจากโรงพยาบาลในความทรงจำวัยเด็กลิบลับเหลือเกิน

โจทย์ที่ว่าด้วยโรงพยาบาลที่ไม่รู้สึกว่าเป็นโรงพยาบาล

หมุดหมายการออกแบบที่ปักไว้ในใจคือ หนึ่ง–อยากให้เด็กที่เข้ารับการรักษารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มาโรงพยาบาล และสอง–อยากให้ภาพโรงพยาบาลเป็นที่จดจำได้

โรงพยาบาลคือรูปแบบอาคารยืนหนึ่งในเรื่องความซับซ้อน ตั้งแต่พื้นที่ใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลาย เพราะในพื้นที่โรงพยาบาลมีส่วนของออฟฟิศ ห้องพักผู้ป่วย พื้นที่สาธารณะ พื้นที่รีเทล และอื่นๆ รวมอยู่ด้วยกัน และส่วนฟังก์ชั่นของโรงพยาบาลเองก็มีกฎเกณฑ์มาตรฐานมากมายที่ยากจะปรับเปลี่ยน บวกกับเทรนด์ของโรงพยาบาลในปัจจุบันก็ต่างจากเดิม พูดง่ายๆ คือเมื่อก่อนโรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่ดีไซน์เพื่อจัดการกับโรคภัย พอเอาคำว่าการรักษาเป็นธงหลักในการออกแบบ ทุกอย่างเลยต้องเป็นไปตามขั้นตอน 1 2 3 4 ห้องพักต้องเป็นแบบนี้ แสงสว่างต้องสว่างพอเหมาะเพื่อที่หมอจะได้เห็น ซึ่งเทรนด์ในปัจจุบันโรงพยาบาลมีความเป็น Human Centric มากขึ้น ไม่ใช่การรักษาอาการเจ็บไข้เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นการรักษาที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ป่วยด้วย

ยิ่งเด็กๆ กับสถานที่อย่างโรงพยาบาล (แค่ลองนึกถึงประสบการณ์ไปโรงพยาบาลครั้งแรกตอนเด็ก มั่นใจว่าต้องมีคนเคยเสียน้ำตากันบ้างแหละ) ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะลงรอยบ้างไม่ลงรอยบ้างนี้ คงเดาได้ไม่ยากว่าการออกแบบหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลที่ไม่ทำให้เด็กรู้สึกกลัว ต้องงัดวิทยายุทธมาใช้เยอะมากๆ

ตั้งต้นจากข้อมูลรีเสิร์ช

ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบสเกลเล็ก หรือสเกลใหญ่ การตั้งต้นจากการรีเสิร์ช ทำความเข้าใจกับ Requirement ของพื้นที่ เครื่องมือต่างๆ หนึ่งในนั้นคือผู้ใช้งาน รวมทั้งมองย้อนไปยังปัญหาเดิมและวิธีแก้ไข

อะไรเป็นสิ่งที่คนไม่ชอบในโรงพยาบาลบ้าง เช่น ที่พักคอยในโรงพยาบาล โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลรัฐ สิ่งนี้จะเป็น Pain Point มาก ส่วนเอกชนก็พยายามทำให้ที่พักคอยเป็นโซฟาให้นั่งสบายมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหาความน่าเบื่อจริงๆ ของมันสักเท่าไหร่

Corridor หรือโถงทางเดินในหอพักผู้ป่วยก็เป็นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ กลัว มันดูมีผีมาก ความสว่างตลอดทางเท่ากันหมด ไม่มีแสงและเงา ประตูทุกบานเหมือนกันไปหมดซึ่งทำให้ทางดูยาวมาก เราไม่อยากให้เด็กสมัยนี้เจอแบบนั้น ในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตอบฟังก์ชั่นอะไร เป็นแค่แนวทางในการออกแบบในยุคที่ไม่ได้คิดถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก แต่พอเราสลับให้ประตูของแต่ละห้องมีสีต่างกันแล้วมันเกิดประตูหลายๆ สีในทางเดินเดียวกัน แค่นี้มันก็ทำให้ Corridor ดูน่ากลัวน้อยลงเยอะ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความตั้งใจแรกๆ เลยที่เกิดขึ้นหลังจากที่เรารู้ว่าเราออกแบบนี้เพื่ออะไร หน้าที่เราคือทำเพื่อเด็กๆ ที่เข้ามาที่นี่ มันอาจดูซับซ้อนในเชิงหนึ่ง แต่ก็เป็นความซับซ้อนที่สนุก

ร่างแบบโดย “คิดแบบเด็ก

เรามีคีย์หลักๆ อยู่สองเรื่อง หนึ่งคือเราไม่ได้นึกว่าเป็นการพยายามคิดเพื่อเด็ก เช่น คิดว่าตรงนี้นุ่ม ตรงนี้สีสวยสีสด ตรงนี้ของเล่นเยอะ จริงๆ เรารู้สึกว่าเราควรคิดเป็นเด็กด้วย เหมือนคิดไปในเชิงว่าถ้าเราเป็นเด็ก เรื่องของสเกล ระดับสายตา หรือผิวสัมผัสมันควรจะเป็นยังไง อย่างเส้นโค้งก็เกิดจากไอเดียที่ว่าถ้าเราเป็นเด็กเราจะอยากขีดเส้นแบบไหนออกมา ทีนี้มันก็ลีดเราไปสู่คีย์ที่สองคือ ‘Children Dimension’ สิ่งที่เราออกแบบหรือเลือกใช้มันต้องเป็นไปในมิติที่สัมพันธ์กับประสบการณ์ของเด็กด้วย

คำว่าไดเมนชั่นไม่ได้หมายถึงระยะหรือลักษณะทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงมิติการรับรู้ คือเราต้องเข้าใจว่าโลกที่เราอยู่กับโลกที่เด็กอยู่เป็นโลกเดียวกันก็จริง แต่การรับรู้สิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน อย่างเรื่องของสี สีพาสเทลที่เราใช้ในการออกแบบประกอบไปด้วย 3 สี ฟ้า ชมพู เขียว ซึ่งมันเกิดจากการที่เรารวมแม่สีของสี (แดง เหลือง น้ำเงิน) และแม่สีของแสง (เขียว แดง เหลือง) เข้าด้วยกัน

อย่างสีส้มหรือสีน้ำตาลในมิติของผู้ใหญ่เราจะแยกออกว่าเป็นสีส้มกับสีน้ำตาลต่างกัน แต่ในการรับรู้ของเด็กเขาจะแยกสีที่ใกล้เคียงกันไม่ออก เพราะงั้นถ้าเราใช้สีที่เด็กสามารถรับรู้และแยกแยะได้ เขาก็จะสามารถจดจำสเปซต่างๆ ที่เราใช้สีมาช่วย Define ได้ เช่น ห้องพักสีนี้ คลินิกสีนี้ เป็นต้น

เด็กและสัตว์เป็นของคู่กัน เราจัดให้มีภาพสัตว์น่ารักๆ อยู่หอผู้ป่วยของในโรงพยาบาล โดยทั้งหมดต้องวางแล้วดูพอดี ไม่สะเปะสะปะ รวมทั้งการใช้กราฟิกประกอบอาคารที่หมายรวมถึงป้ายบอกรายละเอียดทั้งหมดด้วย เพื่อควบคุมไดเรกชั่นของกราฟิกให้ไปทางเดียวกับอินทีเรียร์ได้

เราตั้งใจว่าอยากใช้กราฟิกและภาพลายเส้นหลากหลายรูปแบบเพื่อเปิดจินตนาการให้เด็ก เราคุยกันตั้งแต่อาร์ตเวิร์กสัตว์ทั้งหลายต้องเป็นยังไงเพื่อให้ลิงก์กันไปทั้งชั้น เช่น เด็กเห็นเสือตัวนี้ตรงผนังก่อน แล้วถ้าเสือมันมาปรากฏตัวบนผนังอีกด้าน เขาอาจจะเริ่มจินตนาการและร้อยเรียงว่า อ่อ มันเป็นเรื่องเดียวกันนะ ช่วยให้เกิดมิติในจินตนาการของเขา เหมือนมาแล้วได้รักษาโรคไปด้วย ฝึกสมองไปด้วย อีกอย่างเราคิดว่ามันจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กที่อาจจะกำลังร้องไห้อยู่ เหมือนพยายามทำให้เกิดโลกที่เขาคอมฟอร์ตกับมันได้ Children Dimension มันคือมิตินั้น

ไฟ Downlight บนเพดานห้องพักที่เรียงตัวกันเป็นอีกดีเทล เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานทางการแพทย์ ส่วนเวลากลางคืนก็สามารถปรับให้สลัวมากขึ้น การนอนของเด็กไม่เหมือนกับผู้ใหญ่แบบเราที่ชอบนอนในห้องที่มืดสนิท แต่กับเด็กจะนอนแบบช้าๆ นอนแบบค่อยๆ จินตนาการเกี่ยวกับสิ่งที่เห็น

บาลานซ์การใช้งานทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่

ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลก็จริง แต่การออกแบบจะคิดเพื่อเด็กแบบสุดทางเหมือนกับโรงเรียนหรือสนามเด็กเล่นก็ไม่ได้ เพราะยังมีผู้ใช้งานอีกกลุ่มที่ต้องคำนึงถึงให้มาก นั่นคือบุคลากรทางการแพทย์อย่างหมอ พยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เราเรียนรู้ว่าอะไรเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ มิติของการใช้งานจะเป็นยังไง ซึ่งสุดท้ายก็ได้คำตอบว่าโรงพยาบาลไม่ใช่สนามเด็กเล่น เราไม่ได้ทำเพื่อเด็กอย่างเดียว ต้องทำเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ที่เขาต้องใช้งานพื้นที่ทุกวันด้วย

เรื่องที่ชาเลนจ์ เป็นเรื่องการจัดการโฟลว์ เพราะในการทำงานของหมอและพยาบาลค่อนข้างจะมีโฟลว์ที่ชัดเจน การเดินจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่งต้องเร็วที่สุด พอเป็นแบบนี้การดีไซน์ทางเดินในจึงต้องออกแบบให้ตรงๆ ยาวๆ กว้างๆ พอเราไปทำให้แปลนนิ่งมันโค้ง เซนส์การเดินก็จะเปลี่ยนไป หรือเรื่องของการวางองค์ประกอบต่างๆ ที่สุดท้ายมันอาจจะกลายเป็นสิ่งกีดขวาง เช่น เราทำเคาน์เตอร์เป็นตัว L แต่พยาบาลบอกว่าเขาต้องเดินออกฝั่งนั้นได้ด้วย สมมติมีเด็กล้มใกล้ๆ ตรงนั้นเขาควรจะเดินไปให้ถึงภายใน 3 วินาที เราต้องปรับทุกอย่างเพื่อให้โฟลว์มันได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะมาจากประสบการณ์ตรงของผู้ใช้ ดีไซน์ไปกับผู้ใช้งานจริง

วกกลับไปที่พักคอยที่เป็น Pain Point คลาสสิกของโรงพยาบาล โดยเฉพาะเด็กพื้นที่ตรงนี้มักถูกเพิ่มเติมด้วยพื้นที่เล่นสำหรับเด็กๆ ถ้าเราออกแบบสวนสนุกเราคงคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้เด็กสนุกที่สุด แต่พอเป็นโรงพยาบาลที่ต้องมีพื้นที่ให้เด็กเล่นด้วย แปลว่าเด็กสนุกได้แต่ว่าผู้ใหญ่ต้องมองเห็นตลอด เพราะถ้าเกิดเด็กคนหนึ่งหลบอยู่ ถ้าเกิดเขาเป็นอะไรไป หรือเราหาเด็กไม่เจอ มันเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องการดีไซน์ทุกจุดต้องไม่เป็นจุดอับสายตา อย่างน้อยคนก็ต้องมองเห็นเด็กได้จากหลายทิศทาง เพราะเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ

เรื่องไฟ เราใช้หลักการออกแบบ Human Centric แบบอินทีเรียร์ แต่หลักในการออกแบบไฟในหอผู้ป่วยจริงๆ ต้องเน้นความสว่างไว้ก่อน ซึ่งหนึ่งใน Pain Point คือคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง เวลาที่เขาถูกเข็นผ่าน Corridor สายตาเขาก็จะเจอแต่ไฟ ตรง Corridor เราใช้ Direct light แล้วก็ปรับสีของ Corridor ให้สว่างขึ้น มันช่วยคนไข้ได้เยอะเลย แถม Corridor ก็ดูสวยขึ้นด้วย

การทำความสะอาดของ โรงพยาบาลต้องสะอาดมากๆ มีโปรโตคอล มีเช็กลิสต์เลยว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง 1 2 3 4 ซึ่งบางทีพวกเฟอร์นิเจอร์ที่เราคิดว่าวางแล้วเซฟ เช่น ใช้หนังเทียมแทนวัสดุผ้า พอมันผ่านการใช้งาน ผ่านการทำความสะอาดมาสักระยะ สุดท้ายมันจะมีร่องรอยชำรุดจากการใช้งาน

ห้องน้ำเราออกแบบให้ระดับของห้องน้ำกับห้องพักผู้ป่วยเท่ากันเพื่อให้เข็นคนไข้เด็กเข้าไปได้และไม่เพิ่มความเสี่ยงเรื่องผู้ป่วยเด็กล้ม ก่อนที่เราจะเลือกออกแบบหรือเลือกใช้อะไร เราต้องดูก่อนว่าเขาทำความสะอาดที่ตรงนั้นยังไงด้วย

อนาคตโรงพยาบาลที่ทุกคนควรจะได้เห็น

ทั้งในและต่างประเทศตอนนี้มีโรงพยาบาลที่ถูกดีไซน์แบบ Human Centric แบบพิษณุเวชยังมีน้อยอยู่ อาจด้วยขนาดของตึกที่ใหญ่ คนเกี่ยวข้องเยอะ แถมรูปแบบการใช้งานก็ซับซ้อนสุดๆ จะเปลี่ยนแปลงทีก็คงต้องอาศัยปัจจัยอย่างเวลาค่อนข้างเยอะ เรื่องของ Healthy Space (พื้นที่สุขภาวะ) และความเฮลตี้มันเกิดขึ้นกับทุกๆ งานสถาปัตย์

โรงพยาบาลพิษณุเวชอยู่เคียงข้างชาวพิษณุโลกและคนในภาคเหนือตอนล่างมานานกว่า 40 ปี มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ความตั้งใจของโรงพยาบาลพิษณุเวช อยากทำโรงพยาบาลที่ให้ประสบการณ์ต่างจากโรงพยาบาลอื่นๆ โดยตระหนักถึงความปลอดภัย และอยากให้คุณมีความสุขที่สุด

สอบถามเพิ่มเติม โทร.1208 หรือ 055-90-9000 หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆได้ที่