โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis)
โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) คือภาวะที่ พังผืดใต้ฝ่าเท้าเกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดส้นเท้าที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ
พังผืดใต้ฝ่าเท้ามีหน้าที่รองรับน้ำหนักและดูดซับแรงกระแทกทุกครั้งที่เราเดินหรือวิ่ง
เมื่อพังผืดนี้ถูกใช้งานหนักเกินไป หรือได้รับแรงดึงซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน จะเกิดการฉีกขาดเล็ก ๆ ภายในเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบและอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะในช่วงเช้า หรือหลังจากพักเท้านาน ๆ
อาการสำคัญของโรครองช้ำ
ลักษณะอาการของโรครองช้ำสามารถสังเกตได้ง่าย ได้แก่
- ปวดมากในก้าวแรกตอนเช้า – รู้สึกปวดแปลบเหมือนถูกของแหลมทิ่มบริเวณส้นเท้าเมื่อก้าวลงจากเตียง
- อาการดีขึ้นเมื่อขยับเดินไปสักพัก – หลังจากเคลื่อนไหวหรือยืดเท้า อาการจะทุเลาลง
- ปวดซ้ำเมื่อใช้งานมาก – หากต้องยืน เดิน หรือออกกำลังกายเป็นเวลานาน อาการปวดจะกลับมาอีก
อาการเหล่านี้มักเป็นเรื้อรัง และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินไม่สะดวก หรือปวดจนไม่อยากลงน้ำหนักเท้า

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรครองช้ำ
โรครองช้ำเกิดจากแรงตึงหรือแรงกระแทกซ้ำ ๆ ที่พังผืดใต้ฝ่าเท้า โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่
- การใช้งานเท้ามากเกินไป เช่น การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในอาชีพที่ต้องใช้เท้าตลอดเวลา เช่น ครู พนักงานขาย หรือพนักงานโรงงาน
- น้ำหนักตัวเกิน (Obesity) ทำให้แรงกดที่ส้นเท้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พังผืดต้องรับภาระมากกว่าปกติ
- โครงสร้างเท้าผิดปกติ
- เท้าแบน (Flat feet): ทำให้พังผืดถูกยืดออกมากกว่าปกติ
- อุ้งเท้าสูง (High arches): ทำให้แรงกระแทกลงที่ส้นเท้ามากเกินไป
- รองเท้าไม่เหมาะสม เช่น รองเท้าไม่มีแผ่นรองรับอุ้งเท้า พื้นแข็ง หรือส้นสูงเกินไป
- กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายตึง ทำให้พังผืดต้องรับแรงมากขึ้นในการรองรับน้ำหนัก
แนวทางการรักษาโรครองช้ำ
โดยทั่วไป โรครองช้ำสามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่ต้องผ่าตัดถึง 80–90% หากได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องภายใน 6–12 เดือน
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
- พักและประคบเย็น – ลดการใช้งานเท้า หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวด และประคบเย็นครั้งละ 15–20 นาทีเพื่อลดการอักเสบ
- ยาแก้ปวด–ลดอักเสบ (NSAIDs) – รับประทานตามคำแนะนำของแพทย์
- การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ – เน้นยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย วันละ 2–3 ครั้ง
- ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเท้า – เช่น แผ่นรองส้นเท้า (Heel Cup), แผ่นรองอุ้งเท้า (Orthotics) หรือเฝือกอ่อนสำหรับใส่ตอนนอน (Night Splint)
- กายภาพบำบัด (Physical Therapy) – ใช้เครื่องมือช่วยฟื้นฟู เช่น คลื่นอัลตราซาวด์ หรือคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
2. การรักษาด้วยการฉีดยา ฉีดสเตียรอยด์เฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว (ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น)
3. การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้ในกรณีเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นในระยะเวลา 6–12 เดือน เช่น
- การผ่าตัดเลาะพังผืดใต้ฝ่าเท้าบางส่วน (Plantar Fascia Release)
- การผ่าตัดยืดกล้ามเนื้อน่อง เพื่อคลายแรงตึง
หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดผลกระทบรุนแรง
- อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ปวดตลอดเวลา แม้ไม่ได้เดินหรือยืน อาจรู้สึกเหมือนถูกของแหลมทิ่มที่ส้นเท้า
- การเดินผิดปกติ (Altered Gait) เมื่อปวดเท้าข้างหนึ่ง ร่างกายจะลงน้ำหนักอีกข้างมากขึ้น จนอาจทำให้เกิดอาการปวดเข่า สะโพก หรือหลังตามมา
- เกิดกระดูกงอกที่ส้นเท้า (Heel Spur) เกิดจากการสะสมของแคลเซียมในบริเวณที่พังผืดอักเสบเรื้อรัง
- คุณภาพชีวิตลดลง (Decreased Quality of Life) เดินได้น้อย เคลื่อนไหวลำบาก ส่งผลต่อการทำงาน การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต
- การรักษาซับซ้อนมากขึ้น หากปล่อยไว้นาน อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น หรือถึงขั้นต้องผ่าตัด
โรครองช้ำไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากละเลยหรือรักษาไม่ถูกวิธี อาจกลายเป็นอาการเรื้อรังและฟื้นฟูได้ยาก
หากคุณมีอาการปวดส้นเท้า โดยเฉพาะในตอนเช้าหรือหลังจากพักเท้า ควรปรึกษาศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (Orthopedic Specialist) เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง
