Header

โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis)

โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis)

โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) คือภาวะที่ พังผืดใต้ฝ่าเท้าเกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดส้นเท้าที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ

พังผืดใต้ฝ่าเท้ามีหน้าที่รองรับน้ำหนักและดูดซับแรงกระแทกทุกครั้งที่เราเดินหรือวิ่ง

เมื่อพังผืดนี้ถูกใช้งานหนักเกินไป หรือได้รับแรงดึงซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน จะเกิดการฉีกขาดเล็ก ๆ ภายในเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบและอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะในช่วงเช้า หรือหลังจากพักเท้านาน ๆ

 

อาการสำคัญของโรครองช้ำ

ลักษณะอาการของโรครองช้ำสามารถสังเกตได้ง่าย ได้แก่

  • ปวดมากในก้าวแรกตอนเช้า – รู้สึกปวดแปลบเหมือนถูกของแหลมทิ่มบริเวณส้นเท้าเมื่อก้าวลงจากเตียง
  • อาการดีขึ้นเมื่อขยับเดินไปสักพัก – หลังจากเคลื่อนไหวหรือยืดเท้า อาการจะทุเลาลง
  • ปวดซ้ำเมื่อใช้งานมาก – หากต้องยืน เดิน หรือออกกำลังกายเป็นเวลานาน อาการปวดจะกลับมาอีก

อาการเหล่านี้มักเป็นเรื้อรัง และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินไม่สะดวก หรือปวดจนไม่อยากลงน้ำหนักเท้า

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรครองช้ำ

โรครองช้ำเกิดจากแรงตึงหรือแรงกระแทกซ้ำ ๆ ที่พังผืดใต้ฝ่าเท้า โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่

  1. การใช้งานเท้ามากเกินไป เช่น การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในอาชีพที่ต้องใช้เท้าตลอดเวลา เช่น ครู พนักงานขาย หรือพนักงานโรงงาน
  2. น้ำหนักตัวเกิน (Obesity) ทำให้แรงกดที่ส้นเท้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พังผืดต้องรับภาระมากกว่าปกติ
  3. โครงสร้างเท้าผิดปกติ
    • เท้าแบน (Flat feet): ทำให้พังผืดถูกยืดออกมากกว่าปกติ
    • อุ้งเท้าสูง (High arches): ทำให้แรงกระแทกลงที่ส้นเท้ามากเกินไป
  4. รองเท้าไม่เหมาะสม เช่น รองเท้าไม่มีแผ่นรองรับอุ้งเท้า พื้นแข็ง หรือส้นสูงเกินไป
  5. กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายตึง ทำให้พังผืดต้องรับแรงมากขึ้นในการรองรับน้ำหนัก

 

แนวทางการรักษาโรครองช้ำ

โดยทั่วไป โรครองช้ำสามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่ต้องผ่าตัดถึง 80–90% หากได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องภายใน 6–12 เดือน

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

  • พักและประคบเย็น – ลดการใช้งานเท้า หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวด และประคบเย็นครั้งละ 15–20 นาทีเพื่อลดการอักเสบ
  • ยาแก้ปวด–ลดอักเสบ (NSAIDs) – รับประทานตามคำแนะนำของแพทย์
  • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ – เน้นยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย วันละ 2–3 ครั้ง
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเท้า – เช่น แผ่นรองส้นเท้า (Heel Cup), แผ่นรองอุ้งเท้า (Orthotics) หรือเฝือกอ่อนสำหรับใส่ตอนนอน (Night Splint)
  • กายภาพบำบัด (Physical Therapy) – ใช้เครื่องมือช่วยฟื้นฟู เช่น คลื่นอัลตราซาวด์ หรือคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

2. การรักษาด้วยการฉีดยา ฉีดสเตียรอยด์เฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว (ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น)

3. การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้ในกรณีเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นในระยะเวลา 6–12 เดือน เช่น

  • การผ่าตัดเลาะพังผืดใต้ฝ่าเท้าบางส่วน (Plantar Fascia Release)
  • การผ่าตัดยืดกล้ามเนื้อน่อง เพื่อคลายแรงตึง

หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดผลกระทบรุนแรง

  1. อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ปวดตลอดเวลา แม้ไม่ได้เดินหรือยืน อาจรู้สึกเหมือนถูกของแหลมทิ่มที่ส้นเท้า
  2. การเดินผิดปกติ (Altered Gait) เมื่อปวดเท้าข้างหนึ่ง ร่างกายจะลงน้ำหนักอีกข้างมากขึ้น จนอาจทำให้เกิดอาการปวดเข่า สะโพก หรือหลังตามมา
  3. เกิดกระดูกงอกที่ส้นเท้า (Heel Spur) เกิดจากการสะสมของแคลเซียมในบริเวณที่พังผืดอักเสบเรื้อรัง
  4. คุณภาพชีวิตลดลง (Decreased Quality of Life) เดินได้น้อย เคลื่อนไหวลำบาก ส่งผลต่อการทำงาน การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต
  5. การรักษาซับซ้อนมากขึ้น หากปล่อยไว้นาน อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น หรือถึงขั้นต้องผ่าตัด

โรครองช้ำไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากละเลยหรือรักษาไม่ถูกวิธี อาจกลายเป็นอาการเรื้อรังและฟื้นฟูได้ยาก

หากคุณมีอาการปวดส้นเท้า โดยเฉพาะในตอนเช้าหรือหลังจากพักเท้า ควรปรึกษาศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (Orthopedic Specialist) เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ศัลยกรรม

สถานที่

เวลาทำการ

เบอร์ติดต่อ

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์