Header

ตารางการรับวัคซีนสำหรับลูกน้อย

ตารางการรับวัคซีนสำหรับลูกน้อย

วัคซีนเด็ก มีอะไรบ้าง

วัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศแนวทางแนะนำปฏิบัติ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ เพราะเด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อง่าย และอาจเกิดความรุนแรงของโรคได้ง่าย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ควรพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนให้ครบ และตรงตามกำหนด เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก

วัคซีนสำหรับเด็กไทย

การให้วัคซีนหรือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีเป้าหมายหลักในการจัดการกับโรคติดต่อ ทั้งเรื่องของการป้องกัน การควบคุมโรค การกำจัด และการกวาดล้าง สำหรับวัคซีนพื้นฐานเป็นวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กทุกคน คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกที่ไปเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ เช่น รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในส่วนของวัคซีนเสริมอาจมีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของวัคซีนที่ฉีด และสถานพยาบาลที่เข้ารับการฉีด โดยวัคซีนพื้นฐาน หรือวัคซีนหลักตามการแนะนำโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2565 ซึ่งได้ประกาศไว้ และยังคงยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมาจนปัจจุบันนั้น ได้แก่

 

ตารางฉีดวัคซีนในเด็กไทย 2566

แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

ตารางฉีดวัคซีนในเด็กไทย 2567

แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

 

อายุ(เดือน)
Age(Month)
วัคซีนจำเป็น
Obligatory Vaccines
วัคซีนทางเลือก/วัคซีนเสริม
Additional Vaccines
แรกเกิด 0 ตับอักเสบ บี (Hepatitis B) เข็มที่ 1

วัณโรคบีซีจี (B.C.G)
 
1-2
เดือน
ตับอักเสบบี (Hepatitis B) เข็มที่ 2 หากมารดาเป็นพาหะ
อาจเพิ่มเติมตามความจำเป็น
2, 4, 6
เดือน
คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ ฮิป
(3 ครั้ง แต่ละเข็มห่างกัน 2 เดือน)

ตับอักเสบ บี (Hepatitis B)
เข็มที่ 3 ที่อายุ 6 เดือน

โรต้า (Rota) 2 หรือ 3
ตามแต่ชนิด

นิวโมคอคคัส (Pneumococcus)(IPD)
ฉีด 4 เข็ม ห่างกัน 2, 4, 6 และ 12 เดือน
 
7, 8 เดือน ไข้หวัดใหญ่ 2 เข็ม (แต่ละเข็มห่างกัน 1 เดือน)
(อายุต่ำกว่า 9 ปี ฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือนในปีแรก)
หลัก 6 เดือน วัคซีนมือเท้าปาก
ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน
9-12 เดือน หัด คางทูม หัดเยอรมัน เข็มที่ 1
(Measles, Mumps, Rubella)
นิวโมคอคคัสเข็มที่ 4
อายุ 12-15 เดือน ชนิดเชื้อไม่มีชีวิต

ตับอักเสบเอ
ฉีดครั้งเดียวหลังอายุ 17 เดือน
12, 16 เดือน ไข้สมองอักเสบ เข็มที่ 1
(Japanese encephalitis)
ตับอักเสบ เอ (Hepatitis A)
เข็มที่ 1 ฉีด 2 เข็มห่างกัน 18 เดือน

สุกใส (Chicken pox) เข็มที่ 1
วัคซีนสุกใสฉีด 1 ปี, เข็ม 2 อายุ 18 เดือน - 4 ปี
18 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ ฮิป เข็มที่ 4
MMR II
 
24 เดือน
ขึ้นไป
ไข้สมองอักเสบ เข็มที่ 2
(Japanese encephalitis)
 
4-6 ปี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ เข็มที่ 5  
4 ปีขึ้นไป เอชพีวี (HPV)
(อายุต่ำกว่า 15 ปี 2 เข็มห่างกัน 6 เดือน แล้วแต่กรณี)
ไข้เลือดออก
ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
11-12 ปี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (Tdap)  

 

วัคซีนบีซีจี BCG

วัคซีนวัณโรค จะฉีดเมื่อแรกเกิด หรือหลังการคลอด ฉีด 0.1 มล.ในชั้นผิวหนังบริเวณไหล่ซ้าย ไม่ควรฉีดที่สะโพก ถ้าไม่มีแผลเป็นที่เกิดขึ้น และไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับวัคซีนมาก่อน แนะนำให้ฉีดทันที ถ้าเคยได้รับวัคซีนมาก่อนไม่ต้องฉีดซ้ำแม้ไม่มีแผลเป็น

วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี

วัคซีนตับอักเสบบี เป็นวัคซีนที่เด็กทุกคนจะได้รับหลังคลอด และต้องได้รับอย่างน้อย 3 ครั้ง และเข็มสุดท้ายต้องได้รับเมื่ออายุมากกว่า หรือเท่ากับ 6 เดือน 

ข้อแนะนำการรับวัคซีนตับอักเสบบี

  1. เด็กที่คลอดจากแม่ที่มี HBsAg เป็นลบ ให้ฉีดวัคซีน จำนวน 3 ครั้ง เข็มแรกภายใน 24 ชม. หลังคลอด เข็มที่ 2 ช่วงอายุ 1 – 2 เดือน และเข็มสุดท้ายในช่วงอายุ 6 เดือน ตามลำดับ
    • กรณีไม่ทราบผลเลือดของแม่ ควรให้วัคซีนครั้งแรกภายใน 12 ชม. หลังคลอด ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ที่อายุ 1 เดือน และ 6 เดือนตามลำดับ
  2. เด็กที่คลอดจากแม่ที่มี HBsAg เป็นบวก (โดยเฉพาะ HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ HBIG 0.5 มล. ภายใน 12 ชม. หลังคลอดด้วย และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันโดยฉีดคนละข้างกับ HBIG
  3. กรณีเด็กได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 1 - 2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
  4. กรณีเด็กไม่ได้รับ HBIG ควรให้วัคซีนครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
  5. กรณีที่มาทราบภายหลังว่า แม่ HBsAg เป็นบวก ควรพิจารณาให้ HBIG ถ้าเด็กได้รับวัคซีนมาแล้วไม่เกิน 7 วัน
  6. ตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ใช้วัคซีนรวม คอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรน – ตับอักเสบบี – ฮิบ (DTP-HB-Hib) ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน กรณีแม่มี HBsAg เป็นบวก และเด็กไม่ได้รับ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีแบบเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย (รวมเป็น 5 ครั้ง)
  7. เด็กที่คลอดจากแม่ที่มี HBsAg เป็นบวก ควรตรวจ HBsAg และ anti-HBs เมื่ออายุประมาณ 9 – 12 เดือน

วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน

เด็กจะได้รับเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน สามารถใช้วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (DTaP) แทนชนิดเซลล์ (DTwP) ได้ทุกครั้ง ในกรณีที่ใช้ชนิดไร้เซลล์ (DTaP) ควรใช้ชนิดเดียวกันทั้งสามครั้ง

  1. วัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่ออายุ 18 เดือน อาจใช้ DTwP หรือ DTaP หรือ pentavalent (DTP-HB-Hib) ชนิดใดก็ได้
  2. อายุ 4 – 6 ปี อาจจะใช้ DTwP, DTaP หรือ Tdap (Boostrix™ หรือ Adacel™) ก็ได้
  3. อายุ 11 – 12 ปี ควรได้รับการฉีด Td หรือ TdaP (Boostagen™) ไม่ว่าจะเคยได้รับ Tdap เมื่ออายุ 4 – 6 ปี มาก่อนหรือไม่ หลังจากนั้นควรได้รับการฉีดกระตุ้นด้วย Td/Tdap ทุก 10 ปี
  4. สำหรับผู้ใหญ่ควรได้รับ Tdap หรือ TdaP 1 เข็ม ไม่ว่าจะเคยได้รับ TT หรือ Td มานานเท่าไหร่แล้วก็ตาม จากนั้นให้ฉีดกระตุ้นด้วย Td/Tdap ทุก 10 ปี
  5. หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับ Tdap/TdaP 1 เข็ม ที่อายุครรภ์ 27 – 36 สัปดาห์ ทุก ๆ การตั้งครรภ์
  6. ในปัจจุบันมีวัคซีน aP (Pertagen™) สำหรับผู้ที่อายุ 11 ปีขึ้นไป ที่ต้องการภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนเพียงอย่างเดียว โดยมีภูมิคุ้มกันต่อคอตีบ และบาดทะยักเพียงพอแล้ว

วัคซีนฮิบ Hib - วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี ฮิบ (DTP- HB- Hib)

ใช้ตามแผนของกระทรวงสาธารณสุขเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน ฉีดเข็มกระตุ้นเมื่ออายุ 12-18 เดือน อาจไม่จำเป็นต้องฉีดในเด็กที่แข็งแรง ควรฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ แต่ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน Hib ในเด็กภูมิคุ้มกันปกติที่อายุ 2 ปีขึ้นไป

วัคซีนโปลิโอ

จะเป็นวัคซีนชนิดกิน (OPV) และชนิดฉีด (IPV) ให้หยอด bivarent OVP Type 1, 3 จำนวน 5 ครั้ง ร่วมกับฉีด IPV 1 ครั้ง เมื่ออายุ 4 เดือน และเมื่ออายุ 2 เดือนหากทำได้ให้ใช้ IPV แทน OPV สามารถใช้ชนิดฉีดแทนชนิดกินได้ทุกครั้ง หากใช้ชนิดฉีดอย่างเดียวโดยตลอดอาจให้เพียง 4 ครั้ง โดยงดเมื่ออายุ 18 เดือนได้

วัคซีนโรต้า (Rota)

ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสโรต้า ที่ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ และอาเจียนรุนแรงในทารกและเด็กเล็ก เด็กจะได้รับวัคซีนเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน วัคซีนโรต้า มี 2 ชนิด คือ

  1. ชนิด monovalent มี 2 ชนิด ได้แก่ human monovalent (Rotarix™) ให้กิน 2 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2 และ 4 เดือน และ human-bovine monovalent (Rotavac™) ให้กิน 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2, 4 และ 6 เดือน
  2. ชนิด human-bovine pentavalent (RotaTeq™, Rotasiil™) ให้กิน 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2, 4 และ 6 เดือนโดยสามารถเริ่มให้ได้ครั้งแรก เมื่ออายุ 6 – 15 สัปดาห์ และครั้งสุดท้ายอายุไม่เกิน 8 เดือน โดยแต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรืออาจจะพิจารณาให้ในเด็กที่มีอายุมากกว่าที่กำหนดไว้ได้ แต่อายุต้องไม่เกิน 2 ปี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยแพทย์ควรอธิบายความเสี่ยงให้ผู้ปกครองทราบ ควรใช้วัคซีนชนิดเดียวกันจนครบ หากจำเป็นต้องใช้วัคซีนต่างชนิดกันในแต่ละครั้ง หรือไม่ทราบว่าครั้งก่อนหน้าได้รับวัคซีนชนิดอะไรมา ต้องให้วัคซีนทั้งหมด 3 ครั้ง สามารถให้วัคซีนโรต้าร่วมกับวัคซีนโปลิโอชนิดกินได้

ข้อควรระวัง : ห้ามใช้วัคซีนนี้ ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (severe combined immune deficiency: SCID) และในเด็กที่มีประวัติลำไส้กลืนกัน

วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน

ให้ครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน ครั้งที่สองเมื่ออายุ 18 เดือน (ในพื้นที่ที่มีการระบาดน้อยอาจเริ่มให้เข็มแรกเมื่ออายุ 12 เดือน) กรณีที่มีการระบาด หรือสัมผัสโรค ควรเริ่มฉีดวัคซีน และฉีดให้ครบโดยเร็ว ดังนี้

  • สามารถเริ่มฉีดเข็มแรก ตั้งแต่อายุ 6 – 9 เดือน ให้ฉีดซ้ำเข็ม 2 เมื่ออายุ 12 เดือน และเข็ม 3 เมื่ออายุ 18 เดือน
  • ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 9 – 12 เดือน ให้ฉีดเข็ม 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน ถ้าได้รับ 2 เข็ม ถือว่าฉีดครบ
  • ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกหลังอายุ 12 เดือน ให้ฉีดเข็ม 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 1 เดือน ถ้าได้รับ 2 เข็ม ถือว่าฉีดครบ กรณีที่ต้องการควบคุมโรคระบาดของหัด อาจใช้วัคซีนหัด – หัดเยอรมัน (MR) แทนได้ในเด็กที่มีอายุมากกว่า 4 ปี และผู้ใหญ่

กรณีที่ต้องการฉีดวัคซีน หัด – คางทูม – หัดเยอรมัน และอีสุกอีใส ในเวลาเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวม หัด – คางทูม – หัดเยอรมัน – อีสุกอีใส (MMRV) แทนการฉีดแบบแยกเข็มได้ทุกครั้ง ในเด็กที่อายุตั้งแต่ 1 – 12 ปี การใช้วัคซีนรวม MMRV ในเด็กอายุ 12 – 23 เดือน เข็มแรกมีโอกาสที่จะเกิดอาการชักได้มากกว่าการฉีดแยกเข็ม สำหรับการฉีดวัคซีนรวม MMRV เมื่ออายุ 2 – 4 ปี พบว่ามีอาการข้างเคียงไม่ต่างกัน กรณีเคยได้วัคซีน MMR หรือ VZV มาก่อน แนะนำให้ฉีดวัคซีนรวม MMRV ห่างจากวัคซีน MMR และ VZV ครั้งก่อน อย่างน้อย 3 เดือน

วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (Live JE)

วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี มี 2 ชนิด คือ

  • วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated; JEVAC™) ฉีด 3 ครั้ง เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป เข็มถัดไปอีก 1 – 4 สัปดาห์ และ 1 ปี ตามลำดับ 
  • วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live JE; CD-JEVAX™ และ IMOJEV™/THAIJEV™) ให้ฉีด 2 ครั้ง เข็มแรกเมื่ออายุ 9 – 12 เดือน เข็มต่อมาอีก 12 – 24 เดือน live JE ทั้งสองชนิดสามารถใช้แทนกันได้

นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live JE) ฉีดกระตุ้นในผู้ที่เคยฉีดวัคซีนชนิดไม่มีชีวิต (inactivated JE) ได้ และสามารถใช้วัคซีนชนิดไม่มีชีวิต (inactivated JE) ฉีดกระตุ้นในผู้ที่เคยฉีดชนิดมีเชื้อชีวิต (live JE) ได้ โดยห่างกันอย่างน้อย 12 เดือน
สำหรับผู้ที่เคยรับวัคซีนเชื้อไม่มีชีวิตชนิด (mouse-brain derived vaccine) ครบแล้ว อาจจะพิจารณาให้วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตกระตุ้นซ้ำอีก 1 ครั้ง โดยห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 1 ปี

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนสำคัญที่เด็กทารกควรได้รับ โดยให้ฉีดเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น เด็กที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคอ้วน (ค่าBMI มากกว่า 35) ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ เป็นต้น

วัคซีน HPV สำหรับเด็กหญิง

วัคซีน HPV เป็นวัคซีนป้องกันไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก และเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่ทำลายสุขภาพของผู้หญิงในปัจจุบัน การฉีดวัคซีน HPV จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดอัตราความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก แนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV ในเด็กผู้หญิง อายุตั้งแต่ 9-26 ปี นอกจากนี้วัคซีน HPV ยังสามารถฉีดในเด็กผู้ชายได้เหมือนกัน โดยจะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งองคชาต มะเร็งช่องปากและหลอดคอ มะเร็งทวารหนัก หูดที่อวัยวะเพศในผู้ชาย

  • การฉีดในเด็กผู้หญิง - แนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV ในเด็กผู้หญิงอายุ 9 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ในเดือนที่ 0, 6 – 12 เดือน สำหรับหญิงอายุ 15 – 26 ปี ให้ฉีด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 1 – 2 และ 6
  • การฉีดในเด็กผู้ชาย - แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดวัคซีน HPV เฉพาะชนิด 4 สายพันธุ์ ในช่วงอายุ 9 – 26 ปี

ประสิทธิภาพของวัคซีนจะสูงหากฉีดในผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่ถึงอย่างไรก็ควรได้รับวัคซีนเพราะจะช่วยป้องกันการติดเชื้อใหม่ และการติดโรคซ้ำได้

 

การเตรียมตัวก่อนพาลูกไปฉีดวัคซีน

  1. สมุดบันทึกการรับวัคซีน ควรนำสมุดบันทึกติดตัวมาด้วยทุกครั้ง

  2. ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง หากลูกมีอาการแพ้ยา หรือแพ้อาหาร เพราะวัคซีนบางตัวมีผลต่ออาการแพ้ได้

  3. สามารถเลื่อนการรับวัคซีนออกไปได้ หากลูกไม่สบาย มีไข้ขึ้นสูง สามารถเลื่อนออกไปจนกว่าจะหายดี

  4. หากลืม หรือมีเหตุจำเป็นให้ไม่สามารถมาตามนัดได้ ควรแจ้งแพทย์ และสามารถพาลูกมารับวัคซีนเพื่อกระตุ้นให้ครบโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่

  5. สังเกตอาการแพ้ อาการข้างเคียง ของลูก อย่างน้อย 30 นาทีหลังรับวัคซีน จึงกลับบ้านได้ 

 

เด็กที่มารับวัคซีนล่าช้า ควรทำอย่างไร?

  • วัคซีนทุกชนิด ถ้าไม่สามารถเริ่มให้ตามกำหนดได้ ก็เริ่มให้ทันทีที่พบครั้งแรกสำหรับวัคซีนที่ต้องให้มากกว่า 1 ครั้ง หากเด็กมารับวัคซีนครั้งต่อไปล่าช้า สามารถให้วัคซีนครั้งต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นครั้งที่ 1 ใหม่
  • กรณีให้วัคซีนแก่ผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนหรือล่าช้า เด็กจะได้รับวัคซีนตามกำหนดครบภายในระยะเวลา 1 ปี จากนั้นให้วัคซีนต่อเนื่องตามที่กำหนดในการให้วัคซีนปกติ

 

โรคที่ต้องมีการรับวัคซีนเพิ่มเติม

  • วัคซีนโรต้า (Rota)

ตอนนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้บรรจุไว้ในวัคซีนพื้นฐานของเด็กแล้ว สามารถขอรับวัคซีนหลักได้ฟรี โดยให้หยอดตามตารางวัคซีนเด็ก ที่ช่วงอายุ 2, 4 และ 6 เดือน หยอดครั้งแรกอายุ 6-15 สัปดาห์ ส่วนครั้งสุดท้าย ให้หยอดในช่วงที่ไม่เกิน 8 เดือน แต่ละครั้งต้องห่างกันมากกว่า 1 เดือน สำหรับการรับวัคซีนล่าช้าสามรถทำได้ แต่องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำว่า อายุไม่ควรเกิน 2 ปี

  • วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella Vaccine / Chickenpox Vaccine)

เป็นวัคซีนเสริม สามารถให้ได้ที่อายุน้อยสุด 1 ปี แนะนำควรได้รับวัคซีนเข็มแรกในช่วง 12-18 เดือน จะดีที่สุด ส่วนเข็ม 2 ควรให้เมื่ออายุ 2-4 ปี อาจจะฉีดก่อน 4 ปีได้ ถ้าหากช่วงนั้นโรคสุกอีใสกำลังระบาด สำหรับเด็กอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป ไปจนถึงผู้ใหญ่ ถ้าหากไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ให้ฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1 เดือน

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก CYD-TDV (Chimeric Yellow Fever Dengue Tetravalent Dengue Vaccine)

ถือเป็นอีกวัคซีนเสริม สามารถฉีดได้ช่วงอายุ 9-45 ปี จำนวนทั้งหมด 3 เข็ม สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน ให้ฉีดตอน 0, 6 และ 12 เดือน ส่วนสำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อน ควรตรวจเลือดก่อนให้วัคซีน

ข้อมูลอ้างอิงจาก : สมาคมโรคติดเชื้อเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย



แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

คลัสเตอร์ไวรัสตับอักเสบเอ 2569 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อัพเดตสถานการณ์คลัสเตอร์ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ปี 2569 อาการเป็นอย่างไร ติดต่อได้ทางไหน ใครเสี่ยง และวิธีป้องกันที่ถูกต้อง จากแพทย์โรงพยาบาลพิษณุเวช

คลัสเตอร์ไวรัสตับอักเสบเอ 2569 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อัพเดตสถานการณ์คลัสเตอร์ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ปี 2569 อาการเป็นอย่างไร ติดต่อได้ทางไหน ใครเสี่ยง และวิธีป้องกันที่ถูกต้อง จากแพทย์โรงพยาบาลพิษณุเวช

ยุง: มากกว่าความรำคาญ ต้นตอของโรคภัย

รู้จัก “ยุง” ในฐานะพาหะนำโรคอันตราย เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ชิคุนกุนยา และไข้สมองอักเสบ พร้อมวิธีป้องกัน ภายใต้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการระบาดระดับโลก

ยุง: มากกว่าความรำคาญ ต้นตอของโรคภัย

รู้จัก “ยุง” ในฐานะพาหะนำโรคอันตราย เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ชิคุนกุนยา และไข้สมองอักเสบ พร้อมวิธีป้องกัน ภายใต้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการระบาดระดับโลก